มติมหาเถรสมาคมดูหมิ่นบรรพบุรุษไทยหรือไม่?
โปรดอ่านและพิจารณาว่า
มติมหาเถรสมาคม
ครั้งที่ ๒๘/๒๕๔๖ มติที่
๕๐๘ เมื่อวันที่ ๑๐
พฤศจิกายน ๒๕๔๖
คำตอบกระทู้ที่ ๑๒๒๐ ร.
ของ ส.ส. เปรมศักดิ์
เพียยุระ (ขอนแก่น)
คำตอบคำถามที่ ๒
เป็นการ
ดูหมิ่นบรรพบุรุษไทย
หรือไม่ ที่กล่าวหาว่า
ชาวไทยโบราณ "จินตนาการ"
สร้างเรื่องให้พระพุทธเจ้าเสด็จมาเมืองไทย?
(โปรดคลิ้กเพื่ออ่านจดหมายเปิดผนึกถึงมหาเถรฯ)

มีหลักฐานยืนยันในพงศาวดารเหนือว่า
บ้านพระโมคัลลานะและพระสารีบุตรอยู่ทางเหนือของไทย
ในพงศาวดารเหนือ
ของพระเชียรปรีชา (น้อย) แสดงชัดเจนว่า
ชมพูทวีปเป็นที่ตั้งของไทยและลาว และมีชื่อเมืองต่างๆ
ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก รวมทั้งที่ระบุว่า
เป็นบ้านเกิดของพระโมคคัลานะและพระสารีบุตร
ในหน้า ๓๒๕ มีระบุพระโมคคัลานะกับพระสารีบุตร อยู่ทางเหนือของไทย
ที่ระบุว่า
...ชะพ่อชีพราหมณ์ทั้งหลายอยู่ในปัญจมัชคาม
อันเป็นหลานแห่งนางโมคคัลลี อันเป็นพระมารดาพระโมคคัลลานะ
และนางสารี เป็นมารดา พระสารีบุตร อันอยู่ในปัญจมัชคาม
ก็กลายมาเป็นเมืองสวรรคโลก
พระธาตุพระสารีบุตรเจ้าบรรจุไว้ในเจดีย์พระธาตุข้างเหนือ
และพระธาตุพระโมคคัลานะก็บรรจุ
ไว้ในบ้านนางโมคคัลลี
ทั้งสองนางก็เป็นญาติกัน...
อีกตอนหนึ่งในหน้า ๓๒๓ กล่าวว่า พระธรรมราชา
จึงตั้งนางท้าวเทวี อันเป็นหลานสาวแห่งนางโมคัลลี บุตรนายบ้านหริภุญชัย...
เมื่อถึงสมัยพระร่วง
ได้กล่าวถึง
เรื่องเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอรุณราชกุมาร
ขึ้นเป็นใหญ่ในเมืองสัชนาลัย พ.ศ. ๑๐๐๐ ปีมะโรง นพศก ในหน้า ๓๒๘
มีความว่า
...ท้าวพระยาประเทศเมืองใดๆ
จะทนทานอานุภาพพระองค์ก็หามิได้ มาถวายบังคมทั่วสกลชมพูทวีป
เพราะพระองค์ต้องต้องพระพุทธทำนาย พระพุทธเจ้า ....
ในหน้า ๓๒๙ กล่าวต่อว่า ...พระอรหันตเจ้าทั้งหลาย
๕๐๐ พระองค์ทั้งพระพทธโฆษาจารย์ มาชุมนุม ณ
วัดโคกสิงคารามกลางเมืองสัชนาลัย และท้าวพระยาในชมพูทวีป
คือไทยและลาว .....
หลักฐานเดียวกันยืนยันว่า พระยากาฬวรรณดิศราชแห่งเมืองตักกสิลามหานคร
เป็นผู้ให้พราหมณ์ทั้งหลายยกพลไปสร้างเมืองละโว้ เมื่อ พ.ศ.
๑๐๐๒ แล้วได้ให้พระยาทั้งหลายขึ้นไปถึงเมืองทวารบุรี
เมืองสันตนาหะ เมืองอเส และเมืองโกสัมพี
แล้วมานมัสการ
ที่พระพุทธเจ้าตั้งบาตรตำบลแม่ซ้องแม้ว
พระยากาฬวรรณดิศก็ถอยลงมาเมืองสวางคบุรีที่บรรจุพระรากขวัญ
กับพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว
... เป็นการแสดงว่า ตักสิลา ก็อยู่ในประเทศไทย คือ
อำเภอบ้านตากในปัจจุบัน. (อ่านภาพถ่ายเอกสาร โปรดคลิก๊ก
โดยสรุป พระเสนาบดีทั้งสององค์ ล้วนเกิด ณ
ดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งในสมัยพระพุทธกาลเรียกว่า ชมพูทวีปทั้งสิ้น
พระราชดำรัสพระนารายณ์มหาราชยืนยันชาวไทย
นับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยพระพุทธกาล
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ได้ส่งเอกอัครราชทูตพิเศษ นำโดย ฯพณฯ ม.
เชอวาเลีย เดอ โชม็อง และบาดหลวงชัวชี เป็นรองเอกอัครราชทูตร
พร้อมพระโปรดศีลจำนวนหนึ่ง เพื่อโน้มน้าวพระทัยให้กษัตริย์สยามเข้ารีตนับถือศาสนาคริสเตียน
ในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๒๒๘
โดยที่ฝรั่งเศสเข้าใจผิดว่า
พระองค์มีความเลื่อมใสในศาสนาของพระเป็นเจ้า
เพราะทึกทักเอาจากการที่พระองค์ทรงอนุญาตให้สร้างโรงสวดพระราชทาน
และอนุญาตให้ประกาศศาสนาเป็นต้น ทั้งๆ
ที่พระสังฆราชและเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ก็ทราบดีว่า
พระเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อคณะทูตเข้าเฝ้าและทูลขอให้พระองค์เปลี่ยนไปเข้ารีตฯ
สังฆราชและเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ก็ไม่แปลตรงๆ
แต่เลี่ยงแปลเป็นอย่างอื่น เมื่อ ฯพณฯ เดอโชม็องต์
ทราบก็โกรธจึงเขียนสาสน์กราบทูลแทน
เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ได้เข้าเฝ้า ณ
ที่รโหฐาน และแปลพระราชสาสน์ถวาย เมื่อได้ฟังคำแปลถวายอย่างยืดยาว
ได้ตรัสว่า
"...การที่พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสเพื่อนรักของเรามาแนะนำการอันยาก
(เปลี่ยนศาสนา)เช่นนี้
และเป็นเรื่องที่เราไม่มีความรู้เลยนั้น
เป็นเรื่องที่กระทำให้เราเสียใจเป็นอันมาก
แต่ขอให้พระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ตรึกตรองดูว่า
การที่จะเปลี่ยนศาสนาซึ่งได้เคยนับถือต่อๆ กันมาถึง ๒๒๒๙ ปีแล้ว
จะเป็นการสำคัญและลำบากสักเพียงไร...."
เวลาที่มีพระราชดำรัสนี้ เป็นเดือนกันยายน ๒๒๒๘ แต่ทรงตรัสว่า
ชาวสยามได้นับถือพระพุทะศาสนามา ๒๒๒๙ ปี แสดงให้เห็นชัดเจนว่า
ประเทศสยามนับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยที่พระพุทธองค์ทรงพระชนม์อยู่
มิใช่เพิ่งมารับนับถือพระพุทธศาสนาเมื่อมีพระปฐมเจดีย์เมื่อ พ.ศ.
๓๐๐ หรือรับพระพุทธศาสนาจากศรีลังกามาในสมัยสุโขทัย
เป็นหลักฐานยืนยันว่า
ประเทศสยามนับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่พระพุทธองค์ยังไม่ปรินิพพาน.
(คลิ้ก เพื่ออ่านรายละเอียด)