สรุปรายงายฉบับย่อ
ภาษาไทย
ENGLISH
Summary of Finding
อนาถบิณฑิกเศรษฐีและเมืองสาวัตถีอยู่ในภาคอิสาน
เอกสารพระพุทธศาสนาได้ระบุเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธองค์และบุคคล
สำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับภาคคะวันออกเฉียงเหนือ
ได้แก่
เรื่องราวของอนาถบิณฑิกเศรษฐีและเรื่องราวอื่นๆ
อีกมากมาย
ข้อมูลจากอาจารย์กมลทิพย์
ประยูรทอง ระบุว่า
อนาถบิณฑิกเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี
เป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
โดยทำบุญอย่างต่อเนื่อง
"...ทั้งให้ทานแก่คนยากจน
และการถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์
จนกระทั้งทรัยพ์สินเงินทองที่เก็บสะสมไว้
ลดน้อยลงไปโดยลำดับ
ทรัพย์ที่หาได้มาใหม่ก็ไม่เท่ากับจ่ายออกไป
ภัตตาหารที่จัดถวายพระภิกษุสงฆ์ก็ลดลง
ทั้งคุณภาพและปริมาณ
จนในที่สุดข้าวที่หุงถวายพระก็จำเป็นต้องใช้ข้าวปลายเกวียน
กับข้าวก็เหลือเพียงน้ำ
"ผักเสี้ยนดอง"
ตนเองก็พลอยอดยากลำบากไปด้วย
ถึงกระนั้นเศรษฐีก็ยังไม่ลดละการทำบุญถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์
ได้แต่กราบเรียนให้พระภิกษุสงฆ์ทราบว่า
ตนเองไม่สามารถจะจัดถวายอาหารอันปราณีตมีรสเลิศเหมือนเมื่อก่อนได้
เพราะขาดปัจจัยที่จะจัดหาพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นปุถุชนก็พากันไปรับอาหารบิณฑบาต
ที่ตระกูลอื่นที่ถวายอาหารมีรสเลิศกว่า...."
จากเรื่องข้างต้นยืนยันว่า
อนาถบิณฑิกเศรษฐีและเมืองสาวัตถี
อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแน่นอน
เพราะ "ผักเสี้ยนดอง"
(ผักโหมดอง)
นี้เป็นอาหารอิสาน
และเป็นอาหารหลักของชาวบ้าน
เพราะผักเสี้ยนหรือผักโหมหาได้ง่าย
เกิดขึ้นตามสวนโดยไม่ต้องปลูก
ชาวบ้านจึงนิยมนำมาทำเป็นผักดอง
เพื่อบริโภค ยามยากไร้
ก็ใช้ข้าวเหนืยวรับประทานกับผักเสี้ยนดองและ
"แจ่ว" (น้ำพริก)
ก็ประทังชีวิตอยู่ได้
นอกจากคำว่า ผักเสี้ยน
แล้วยังมีคำภาษาอิสานอักหลายคำปรากฎในพระไตรปิฏก
อาทิ หญ้ากับแก้ (หญ้าตีนตุกแก)
ลูกกะเบา เป็นต้น
หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งปารีส
ยืนยันปฎิทินจันทรคติที่ใช้ในพระพุทธศาสนาอยู่ในประเทศไทยฯ
มิใช่ในอินเดียหรือเนปาล
สงฆ์ออกพรรษาเมื่อปฏิทินเขียนว่าขึ้น
๑๕ ค่ำเดือน ๑๑
ซึ่งเป็นวันเพ็ญ
แล้วถ้าจันทร์ไม่เพ็ญ...สงฆ์ออกพรรษาไม่ได้
ทุรังออกจะอาบัติ
"
หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งปารีส
(Observatoire
de Paris)
ได้แสดงให้เห็นว่า
ปฏิทินพุทธ
ไม่ใช่ปฏิทินอินเดีย
หรือเนปาล
แต่เป็นปฏิทินไทย ลาว
เขมร และพม่า
ข้อค้นพบนี้ส่งมาจากฝรั่งเศส
โดยอาจารย์ศุภกฤษฎิ์
มหารักขกะ ซึ่งให้ข้อมูลว่า
"...สงฆ์จะออกพรรษา
ได้เมื่อปฏิทินเขียนว่าขึ้น
๑๕ ค่ำเดือน ๑๑
ซึ่งเป็นวันเพ็ญ
แล้วถ้าจันทร์ไม่เพ็ญ...
สงฆ์ออกพรรษาไม่ได้
ทุุรังออกพรรษา
จะอาบัติ ...."
เพราะฉะนั้นปฏิทินที่สงฆ์ใช้
จะต้อง
(๑)
นับเดือนเป็นตัวเลข
(๒) นับวันเป็น
ขึ้น หรือ แรม และ ( ๓)
มีการทดแก้ให้
จันทร์จริงบนฟ้า ตรง
กับจันทร์เสมือนในปฏิทิน
(lunisolar
calendar with intercalation)
ในโลกนี้มีเพียงไม่กี่ปฏิทินเท่านั้นที่มีคุณสมบัติครบสามข้อดังกล่าวข้างต้น
จึงเรียกว่า
ปฏิทินพุทธ (Buddhist
calendar) ได้แก่
ไทย ลาว เขมร พม่า
และศรีลังกา
ส่วนปฏิทินอินเดียหรือปฏิทินฮินดูซึ่งมีรากฐานเป็นลายลักษณ์อักษร
เพิ่งมีมาแค่ตั้งแต่
คริสตศตวรรษที่สาม
จึงนำมาใช้ออกพรรษาไม่ได้
ในปัจจุบัน
แม้ปฏิทินไทย ลาว เขมร
พม่าจะยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้างแต่ก็
เป็นเพียงเล็กน้อยในแง่ของจันทร์เต็มดวงจริงในวันออกพรรษา
แต่ก็มี ปฏิทิน
ของธรรมยุตินิกายที่
" ไม่มีความคลาดเคลื่อน เลย
เพราะได้รับการทดแก้ไข
ให้ถูกต้องไม่ให้คลาดเคลื่อนโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๔
ซึ่งเป็นพระมหากษัตรย์นักดาราศาสตร์
ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก
โดยได้ทรง
พยากรณ์การเกิดสุริยปราคาที่ตำบลหว้ากอ
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้อย่างแม่นยำ
เป็นที่ตะลึงของนักดาราศาสตร์ในสมัยนั้น
ทำไมปฏิทินไทยฉบับ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จึงมีความถูกต้อง
ทางจันทรคติที่สุด ( รอบของ
จันทร์เพ็ญเท่ากับ ๒๙.๕๓๐๕๙๔
วัน )
ทดแก้ยากหรือไม่
อย่างไร
เมื่อเทียบกับวัฏจักรเมตอน (Metonic
cycle)
ฯพณฯ
เดอลาลูแบร์ (Simon
De la Lou bère ) ทูตฝรั่งเศส
ในพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔
ได้นำสำเนา
เอกสารเกี่ยวกับดาราศาสตร์สยาม
สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
กลับไปให้ เมอซิเออร์
กัสซินี
(Cassini)
ผู้อำนวยการหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์
แห่งปารีส (Observatoire
de Paris) ศึกษาได้ข้อสรุป ๔ ประการ คือ
(๑)
ดาราศาสตร์สยาม
เป็นของแท้ไม่ได้รับอิทธิพลหรือนำมาจากอินเดีย
จีน หรือเปอร์เซีย แต่ได้จาก
การ คำนวณจากต้นยุคอ้างอิง
( epoch)
( ๒)
ดาราศาสตร์สยาม มีความ
แม่นยำสูง และไม่ได้
พิจารณาว่า โลกโคจรรอบ
ดวงอาทิตย์เป็นวงกลม
(๓)
ชาวสยามใช้วิธีคำนวณ
ง่ายกว่าแต่ได้ผลเช่นเดียวกัน
โดยใช้ค่าคงที่ต่างๆ
ที่คำนวณไว้ ก่อนแล้ว
มากกว่าจะใช้สูตร
สำเร็จหรือตั้งสมการ
ใหม่ทุกครั้งไป และ
(
๔)
ชาวสยามท่องสูตรโดยใช้กลอน
ความก้าวหน้าทางดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ของไทยโบราณ
อันเป็นเอกลักษณ์นั้น
สนับสนุนงานค้นคว้าบ้านเชียง
กระเบื้องจารคูบัว
และลบล้าง ซุกแขกแทรกจีน
อย่างยิ่ง
ข้อมูลข้างต้น
ยืนยันว่า พระพุทธศาสนา
เกิดขึ้นในดินแดนทีเป็นประเทศ ไทย ลาว
เขมร พม่า และมอญ
ซึ่งเป็น "ชมพูทวีป"
ตามที่ระบุไว้ในประกาศเทวดา
เมื่อครั้งสังคายนาพระไตรปิฎก
ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พ.ศ.
๒๓๓๑.
หลวงปู่มั่นยืนยันว่า
พระพุทธเจ้าเป็นบรรพบุรุษคนไทย
หนังสือ "ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น
ภูริทัตโต"
ซึ่งเขียนโดย อาจารย์
"มุตโตทัย"
ศิษย์คนหนึ่ีงของหลวงปู่มั่น
ได้เขียนไว้ ในคำปรารภ
หน้า ๙ ว่า หลวงปู่ฯ "...จะเล่าขณะที่ข้าพเจ้า
( "มุตโตทัย")
ได้ถวายการนวด หลังจาก
ท่านเทศน์เสร็จแล้ว
นอกจากข้าพเจ้าแล้ว
ก็มีท่านอาจารย์วิริยังค์
สิรินธฺโร
ท่านอาจารย์วัน อุตตโม
ท่านอาจารย์หล้า
เขมปตโต ท่านก็พูด(เล่า)แต่ไม่มาก
แต่สองรูปที่ท่านพูด (เล่า)ให้ฟังมาก
คือ
ข้าพเจ้ากับท่านอาจารย์วิริยังค์...."
เรื่องที่หลวงปู่มั่นเล่าให้อาจารย์มุตโตทัย
หลายเรื่องเกิดจากอุบัติเหต
เช่น เรื่อง
พระพุทธเจ้าเป็นบรรพบุรุษของคนไทย
ก็เกิดจากกระดาษห่อธูป
ที่ผู้ผลิต
เอารูปพระพุทธเจ้า
มาทำเป็นเครื่องหมายการค้า
ซึ่งพระอาจารย์
มุตโตทัยนำไป
ถวายหลวงปู่มั่นดู
ท่านก็เลยเล่าเรื่องพระพุทธเจ้าใหฟัง
"...ซึ่งเป็นการกลับ
ตาลปัตร เพราะเรื่องนี้
ไม่ปรากฎในประวัติศาสตร์
และใน
คัมภีร์พระพุทธศาสนา
จึงทำผู้ฟังงงงวยสับสน
เมื่อเรื่องมีอย่าง
นี้ก็ขอให้อยู่
ในดุลยพินิจ (ขอผู้อ่าน
พิจารณาเองว่าจะ
เชื่อว่า
พระพุทธเจ้าเป็น
อินเดีย
หรือเป็นบรรพบุรุษคนไทย
แต่คงไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าเป็นชาวอินเดีย
แล้ว
อพยพก็มาเป็นบรรพบุรุษคนไทย
อย่างแน่นอน -บก.) ...."
อาจารย์ มุโตทัยกล่าว
มีคนสงสัยว่า
หลวงปู่มั่นเคยไปอินเดียเพื่อสักการะสังเวชนียสถานทั้งสิ่
หรือไม่
ก็มีการยืนยันว่า
ท่านไม่ไปเพราะไม่เชื่อว่า
พระพุทธเจ้า ประสูติใน
อินเดีย
แต่ท่านเคยไปพม่า ตามที่อาจารย์มุตโตทัยบันทึกไว้
(หน้า ๖๔) ท่าน บอกว่า
ที่พม่าไม่ค่อยมีผู้ปฏิบัติที่จะได้ถึงอริยมรรค
"...คงมี็แต่ตาผ้าขาว
ที่ท่านอยู่จำ
พรรษาด้วยเท่านั้นไ้ด้มรรคที่
๓
ซึ่งไม่เหมือนเมืองไทย
(ผู้ได้อริย มรรค)มีมาไม่ขาดขาย
เกิดจากการปฏิบัติบ้าง
จุติจากสวรรค์มาบ้าง
เพราะไทย คือ
ศูนย์กลางพระพุทธศาสนา
ต่างประเทศที่
ไม่อยู่ในแวดวง
พระพุทธศาสนา (ก็)ยิ่ง
ห่างไกลออกไปเพราะอยู่นอกวงจรนอกแวดวง (คงเหมือนกับต้นไม้
เมืองหนาว
นำไปปลูกในเมืองร้อน
ไม่ได้-บก.)
"...หลวงปู่พูดทีเล่นทีจริงว่า
พวกที่ไปสอนพระพุทธศาสนาให้ฝรั่งนั้น
สอนให้เขาเป็นอะไร
จะสอนจนได้
สำเร็จมรรคผลนั้นเป็นไปไม่ได้ดอก
เพราะเป็นพาหิราประเทศ (พาหิรา
หมายถึงภายนอกหรือนอกวง-บก.)
คนไทยเราก็พอสอนได้
โอกาสได้ มรรคผลมี
เพราะอยู่ใน
วงศ์พระพุทธ ศาสนา
มีบารมีอันเคยอบรม
สั่งสมมาแล้ว
ท่าหลวงปู่ว่า..."
หลวงพ่อมุตโตทัยกล่าว .
พระราชดำรัสพระนารายณ์มหาราชยืนยันชาวไทย
นับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยพระพุทธกาล
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔
ได้ส่งเอกอัครราชทูตพิเศษ
นำโดย ฯพณฯ ม. เชอวาเลีย
เดอ โชม็อง และบาดหลวงชัวชี
เป็นรองเอกอัครราชทูตร
พร้อมพระโปรดศีลจำนวนหนึ่ง
เพื่อโน้มน้าวพระทัยให้
กษัตริย์สยามเข้ารีตนับถือศาสนาคริสเตียน
ในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๒๒๘
โดยที่ฝรั่งเศสเข้าใจผิดว่า
พระองค์มีความเลื่อมใสในศาสนาของพระเป็นเจ้า
เพราะทึกทักเอา จากการ
ที่พระองค์ทรงอนุญาตให้สร้างโรงสวดพระราชทาน
และอนุญาตให้ประกาศศาสนาเป็นต้น
ทั้งๆ
ที่พระสังฆราชและเจ้าพระยาวิชาเยนทร์
ก็ทราบดีว่า
พระเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อคณะทูตเข้าเฝ้าและทูลขอให้พระองค์เปลี่ยนไปเข้ารีตฯ
สังฆราชและเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ก็ไม่แปลตรงๆ
แต่เลี่ยงแปลเป็นอย่างอื่น เมื่อ ฯพณฯ เดอโชม็องต์
ทราบก็โกรธจึงเขียนสาสน์กราบทูลแทน
เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ได้เข้าเฝ้า
ณ ที่รโหฐาน
และแปลพระราชสาสน์ถวาย
เมื่อได้ฟังคำแปลถวายอย่างยืดยาว
ได้ตรัสว่า "...การที่พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสเพื่อนรักของเรามาแนะนำการอันยาก
(เปลี่ยนศาสนา)เช่นนี้
และเป็นเรื่องที่เราไม่มีความรู้เลยนั้น
เป็นเรื่องที่กระทำให้เราเสียใจเป็นอันมาก
แต่ขอให้พระเจ้ากรุงฝรั่งเศส
ตรึกตรองดูว่า
การที่จะเปลี่ยนศาสนาซึ่งได้เคยนับถือต่อๆ
กันมาถึง ๒๒๒๙ ปีแล้ว
จะเป็นการสำคัญและ
ลำบากสักเพียงไร...."
เวลาที่มีพระราชดำรัสนี้
เป็นเดือนกันยายน ๒๒๒๘
แต่ทรงตรัสว่า
ชาวสยามได้นับถือพระพุทะศาสนามา
๒๒๒๙ ปี
แสดงให้เห็นชัดเจนว่า
ประเทศสยามนับถือพระพุทธศาสนา
มาตั้งแต่สมัยที่พระพุทธองค์
ทรงพระชนม์อยู่
มิใช่เพิ่งมารับนับถือพระพุทธศาสนาเมื่อมีพระปฐมเจดีย์เมื่อ
พ.ศ. ๓๐๐
หรือรับพระพุทธศาสนาจากศรีลังกามาในสมัยสุโขทัย
เป็นหลักฐานยืนยันว่า
ประเทศสยามนับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่พระพุทธองค์ยังไม่ปรินิพพาน.
(คลิ้ก
เพื่ออ่านรายละเอียด)