<<<เว้ปไซด์เผยแพร่ผลการวิจัยจุดกำเนิดแห่งพระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ English Website    This website presents research findings indicating that Buddhism was originated in Suvarnnabhumi not in India or Nepal.  >>>

[เหตุแห่งความสงสัย] [ พุทธโบราณสถาน][ ภูมิศาสตร][ พุทธสถาปัตยกรรม][วิถีชีวิตในสมัยพุทธกาล][ ภาษาสมัยพุทธกาล] [ขนบธรรมเนียมประเพณี][ ตำนาน/งศาวดาร][ข้อสังเกตเพิ่มเติม] <<<[หน้าบ้าน]

 

 

 

 

 PRE-VOTE: โปรดโหวตก่อนอ่าน

จากการค้นคว้า มาเกือบ 10 ปี พบว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยได้ ประสูติในอินเดียหรือเนปาล แต่ประสูติในดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็น "ชมพูทวิป" ที่แท้จริง ท่านเห็นด้วยหรือไม่ กรุณาโหวต หากท่านไม่เห็นด้วย โปรดเข้าไปอ่านข้อมูลที่เรานำเสนอในเว้ปนี้

For nearly 10 years of our research, it was found that Lord Buddha was never born neither in India nor Nepal.  He was born in Suwannabhumi (the authentic Chompoodwip) where Thailand is located. Do you agree? Please cast a vote!    If you do not agree, please read the information provided in this website:

โหวต โปรดคลิ้ก To vote, please click.

โปรดแสดงความคิดเห็น

 

แผนที่แสดงเมืองในสมัยพระพุทธกาล (ยังอยู่ระหว่างการวิจัยระบุจุดที่แท้จริง)  

Map showing places in Time of Lord Buddha (Please click)

ว้ปไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (๑) เพื่อเสนอผลการค้นคว้าเกี่ยวกับพระพุทธอุบัติภูมิ หรือแดนเกิดแห่งพระพุทธศาสนาว่า พระพุทธศาสนาเกิดที่ใด อยู่ในอินเดียหรือในดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่ีงเป็นที่ตั้งของ "ชมพูทวีป" ที่แท้จริงซึ่งประกอบด้วยประเทศไทย ลาว (รวมบางส่วนทางใต้ของจีน) เขมร พม่า มอญ (๒)เพื่อเปิดเผยความจริงที่ว่า มี ชาวอังกฤษ และเยอรมันอย่างน้อย ๖ คน ได้ร่วมกันสร้างหลักฐาน และเขียนประวัติพระพุทธศาสนาใหม่ เผยแพร่ไปทั่วโลก ทำให้พระพุทธศาสนาเกิดในอินเดียมาเมื่อไม่ถึง ๑๓๐ ปีมานี้เอง และ (๓) เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ขัดแย้งกันระหว่างข้อมูลที่ปรากฏที่ปรากฏในพระไตรปิฎก และข้อมูลที่เป็นอยู่จริงในประเทศอินเดียเพื่อสะท้อนให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้เกิดในประเทศอินเดีย จนกระทั่งเกิดนิกายมหายานขึ้นในราว พ.ศ.๖๐๐

The purposes of this website are three-fold: (1) to present the findings proving that Buddhism was nver originated in India, (2) to reveal the facts that at least six British and one German were compiling evidences and reconstructed the history of Buddhism and made the world believe that Lord Buddha was born in the ancient India (Hindustani), and (3) to present conflicting information and evidences between those appear in the Buddhist Scripture (Tripitaka) and those evidenced in the present India and Nepal to prove that Buddhism was not originated in India until the year 600 B.E. when Mahayana Sect of Buddhism was established in India.

  ENGLISH, CLICK HERE!

ฟังเสียงบรรยายนำเป็นภาษาไทย

โปรดคลิ้กที่นี่

(จากรายการวิทยุ "พระพุทธอุบัติภูมิ" ทาง ตชด. เอ เอ็ม 576 KHz)

Nedstat Basic - Free web site statistics

 

 

พุทธโบราณสถาน
 
ภูมิศาสตร์
 
พุทธสถาปัตยกรรม
 
วิถีชีวิตในสมัยพุทธกาล
 
ภาษาสมัยพุทธกาล
 
ขนบธรรมเนียมประเพณี
 
ตำนาน/งศาวดาร
 
ข้อสังเกตเพิ่มเติม
 
<<<หน้าแรก<<<
 

ศ.ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์  (อดีตพระอภิญญาโณภิกขุ)  ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ หนึ่งในผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และ หนึ่งในกลุ่มผู้นำการฟื้นคติเกี่ยวกับพุทธอุบัติภูมิ

 

Sir Alexander Cunningham ใช้เวลาหลังจากเกษียณราชการจากกองทัพอังกฤษศึกษาค้นคว้าประวัติพระพุทธศาสนา และได้เขียนประวัติพระพุทธศาสนาขึ้นใหม่(Reconstructed the History of Buddhism) โดยไม่สนใจว่า ประวัติพระพุทธศาสนามีอยู่แล้วในประเทศไทย ตามหนังสือ "สังคติยวงศ์"

หนังสือ "สังคติยวงศ์" ซึ่งพระวันรัตน์วัดโพธิ์ได้นิพนธ์ขึ้นในพ..ศ ๒๓๓๑ ในรัชกาลที่ ๑ หลังจากการสังคายนาพระไตรปิฎกฉบับสยามประเทศ

ปกหนังสือของ John Keay ซึ่งได้ให้ข้อมูลเกี่ยวชาวอังกฤษอย่างน้อย ๕ คน และเยอรมัน ๑ คนที่ได้กระทำการบิดเบือนข้อเท็จจริงจนนำไปสู่ความหลงผิดของชาวโลกว่า พระพุทธองค์เป็นชาวอินเดีย

หลังจากข่าวแพร่ไปว่า พระพุทธเจ้าเป็นชาวอินเดีย เกาะซีลอนก็อ้างว่า เป็นลังกาทวีป และเปลี่ยนชื่อเป็น "ศรีลังกา" มาเมื่อร้อยกว่าปีมานี้เอง โดยยึดคัมภีร์มหาวงศ์ไปเป็นประวัติศาสตร์ของตนเอง และระบุว่า พระพุทธเจ้าเสด็จไป ๓ ครั้งและมีพระเขี้ยวแก้ว อยู่ด้วยตามที่อ้างไว้ในคัมภีร์ "มหาวงศ์" อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานที่แสดงว่า พระเขี้ยวแก้วที่เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกา เป็นของปลอม ตามพระราชหัตถเลขาพระพุทธเจ้าหลวง ที่นพ.วิบูลย์    วิจิตร วาทการ เขียนไว้ในหนังสือ เล่าเรื่องเมืองสยาม

(อ่านต่อ โปรดคลิ๊ก)

 โครงการวิจัยเกี่ยวกับพระพุทธอุบัติภูมิ

วัตถุประสงค์การวิจัย

๑) พื่อพิสูจน์ว่า ชมพูทวีป คือ ดินแดนสุวรรณภูมิ และนำไปสู่การพิสูจน์ว่า พระพุทธอุบัติภูมิอยู่ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

๒) เพื่อศึกษาร่องรอยการประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา การเผยแผ่ศาสนา และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

๓) เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับสังเวชนียสถานทั้ง ๔ คือ สถานที่ประสูติ ตรีสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเมืองต่างๆ ในพระไตรปิฎก

ขั้นตอนการวิจัย

ระยะที่ ๑ เป็นการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) จากพระไตร ปิฎก อรรถกถา เอกสารโบราณทางพระพุทธศาสนา ศิลาจารึก พงศาวดาร และตำนาน และสัมภาษณ์ผู้สูงอายุที่ยังไม่ถูกครอบงำด้วยแนวคิดประวัติพระพุทธศาสนาจากตะวันตกและอินเดีย

ระยะที ๒  เป็นการศึกษาภาคสนาม โดยเดินทางไปศึกษาแนวลึกตามสถานที่ต่างๆ เพื่อหาร่องรอยการประสูติ ตรัสรู้ เผยแผ่ศาสนา และปรินิพพานทั้งในประเทศไทยและใกล้เคียง รวมทั้งในประเทศอินเดียและเนปาล

ระยะที่ ๓ เป็นขั้นหาข้อสรุปเพื่อกำหนดสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน พร้อมทั่งระบุเมืองต่างๆ จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ได้จากการวิจัยระยะที่ ๑ และ ๒

 

 

  โปรดฟังเสียงบรรยายนำเป็นภาษาไทย โปรดคลิ้กที่นี (จากรายการวิทยุ "พระพุทธอุบัติภูมิ" ทาง ตชด. เอ เอ็ม 576 KHz) 

หลังจากศึกษาข้อมูลที่นำเสนอในหน้านี้แล้ว ก่อนออกจากเว้ปนี้ โปรดโหวตก่อนออกด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง  โปรดคลิกที่นี่

           
 

สรุปรายงายฉบับย่อ ภาษาไทย ENGLISH Summary of Finding

 

อนาถบิณฑิกเศรษฐีและเมืองสาวัตถีอยู่ในภาคอิสาน

เอกสารพระพุทธศาสนาได้ระบุเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธองค์และบุคคล สำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับภาคคะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เรื่องราวของอนาถบิณฑิกเศรษฐีและเรื่องราวอื่นๆ อีกมากมาย     

ข้อมูลจากอาจารย์กมลทิพย์ ประยูรทอง ระบุว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี เป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา โดยทำบุญอย่างต่อเนื่อง "...ทั้งให้ทานแก่คนยากจน และการถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ จนกระทั้งทรัยพ์สินเงินทองที่เก็บสะสมไว้ ลดน้อยลงไปโดยลำดับ ทรัพย์ที่หาได้มาใหม่ก็ไม่เท่ากับจ่ายออกไป ภัตตาหารที่จัดถวายพระภิกษุสงฆ์ก็ลดลง ทั้งคุณภาพและปริมาณ จนในที่สุดข้าวที่หุงถวายพระก็จำเป็นต้องใช้ข้าวปลายเกวียน กับข้าวก็เหลือเพียงน้ำ "ผักเสี้ยนดอง" ตนเองก็พลอยอดยากลำบากไปด้วย ถึงกระนั้นเศรษฐีก็ยังไม่ลดละการทำบุญถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์ ได้แต่กราบเรียนให้พระภิกษุสงฆ์ทราบว่า ตนเองไม่สามารถจะจัดถวายอาหารอันปราณีตมีรสเลิศเหมือนเมื่อก่อนได้ เพราะขาดปัจจัยที่จะจัดหาพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นปุถุชนก็พากันไปรับอาหารบิณฑบาต ที่ตระกูลอื่นที่ถวายอาหารมีรสเลิศกว่า...."

จากเรื่องข้างต้นยืนยันว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐีและเมืองสาวัตถี อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแน่นอน เพราะ "ผักเสี้ยนดอง" (ผักโหมดอง) นี้เป็นอาหารอิสาน และเป็นอาหารหลักของชาวบ้าน เพราะผักเสี้ยนหรือผักโหมหาได้ง่าย เกิดขึ้นตามสวนโดยไม่ต้องปลูก ชาวบ้านจึงนิยมนำมาทำเป็นผักดอง เพื่อบริโภค ยามยากไร้ ก็ใช้ข้าวเหนืยวรับประทานกับผักเสี้ยนดองและ "แจ่ว" (น้ำพริก) ก็ประทังชีวิตอยู่ได้ นอกจากคำว่า ผักเสี้ยน แล้วยังมีคำภาษาอิสานอักหลายคำปรากฎในพระไตรปิฏก อาทิ หญ้ากับแก้ (หญ้าตีนตุกแก) ลูกกะเบา เป็นต้น

 

หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งปารีส ยืนยันปฎิทินจันทรคติที่ใช้ในพระพุทธศาสนาอยู่ในประเทศไทยฯ มิใช่ในอินเดียหรือเนปาล

“สงฆ์ออกพรรษาเมื่อปฏิทินเขียนว่าขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันเพ็ญ” แล้วถ้าจันทร์ไม่เพ็ญ...สงฆ์ออกพรรษาไม่ได้   ทุรังออกจะอาบัติ "

      หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งปารีส (Observatoire de Paris)  ได้แสดงให้เห็นว่า ปฏิทินพุทธ ไม่ใช่ปฏิทินอินเดีย หรือเนปาล แต่เป็นปฏิทินไทย ลาว เขมร และพม่า 

ข้อค้นพบนี้ส่งมาจากฝรั่งเศส โดยอาจารย์ศุภกฤษฎิ์ มหารักขกะ ซึ่งให้ข้อมูลว่า "...สงฆ์จะออกพรรษา ได้เมื่อปฏิทินเขียนว่าขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันเพ็ญ แล้วถ้าจันทร์ไม่เพ็ญ... สงฆ์ออกพรรษาไม่ได้  ทุุรังออกพรรษา จะอาบัติ...." เพราะฉะนั้นปฏิทินที่สงฆ์ใช้ จะต้อง (๑) นับเดือนเป็นตัวเลข (๒)นับวันเป็น ขึ้น หรือ แรม และ (๓) มีการทดแก้ให้ จันทร์จริงบนฟ้า ตรง กับจันทร์เสมือนในปฏิทิน (lunisolar calendar with intercalation)  

     ในโลกนี้มีเพียงไม่กี่ปฏิทินเท่านั้นที่มีคุณสมบัติครบสามข้อดังกล่าวข้างต้น  จึงเรียกว่า ปฏิทินพุทธ (Buddhist calendar) ได้แก่ ไทย ลาว เขมร พม่า และศรีลังกา 

     ส่วนปฏิทินอินเดียหรือปฏิทินฮินดูซึ่งมีรากฐานเป็นลายลักษณ์อักษร เพิ่งมีมาแค่ตั้งแต่ คริสตศตวรรษที่สาม จึงนำมาใช้ออกพรรษาไม่ได้  

     ในปัจจุบัน แม้ปฏิทินไทย ลาว เขมร พม่าจะยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้างแต่ก็ เป็นเพียงเล็กน้อยในแง่ของจันทร์เต็มดวงจริงในวันออกพรรษา แต่ก็มีปฏิทิน ของธรรมยุตินิกายที่ "ไม่มีความคลาดเคลื่อน” เลย เพราะได้รับการทดแก้ไข ให้ถูกต้องไม่ให้คลาดเคลื่อนโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นพระมหากษัตรย์นักดาราศาสตร์ ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก โดยได้ทรง พยากรณ์การเกิดสุริยปราคาที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้อย่างแม่นยำ เป็นที่ตะลึงของนักดาราศาสตร์ในสมัยนั้น

     ทำไมปฏิทินไทยฉบับ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  จึงมีความถูกต้อง ทางจันทรคติที่สุด (รอบของ จันทร์เพ็ญเท่ากับ ๒๙.๕๓๐๕๙๔ วัน) ทดแก้ยากหรือไม่ อย่างไร เมื่อเทียบกับวัฏจักรเมตอน (Metonic cycle)

    ฯพณฯ เดอลาลูแบร์ (Simon De la Loubère) ทูตฝรั่งเศส ในพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ได้นำสำเนา เอกสารเกี่ยวกับดาราศาสตร์สยาม สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กลับไปให้ เมอซิเออร์ กัสซินี (Cassini) ผู้อำนวยการหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ แห่งปารีส (Observatoire de Paris) ศึกษาได้ข้อสรุป ๔ ประการ คือ (๑) ดาราศาสตร์สยาม เป็นของแท้ไม่ได้รับอิทธิพลหรือนำมาจากอินเดีย จีน หรือเปอร์เซีย แต่ได้จาก การคำนวณจากต้นยุคอ้างอิง (epoch) (๒) ดาราศาสตร์สยาม มีความ แม่นยำสูง และไม่ได้ พิจารณาว่า โลกโคจรรอบ ดวงอาทิตย์เป็นวงกลม (๓) ชาวสยามใช้วิธีคำนวณ ง่ายกว่าแต่ได้ผลเช่นเดียวกัน โดยใช้ค่าคงที่ต่างๆ ที่คำนวณไว้ ก่อนแล้ว มากกว่าจะใช้สูตร สำเร็จหรือตั้งสมการ ใหม่ทุกครั้งไป และ ( ๔) ชาวสยามท่องสูตรโดยใช้กลอน

     ความก้าวหน้าทางดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ของไทยโบราณ อันเป็นเอกลักษณ์นั้น สนับสนุนงานค้นคว้าบ้านเชียง กระเบื้องจารคูบัว  และลบล้าง “ซุกแขกแทรกจีน” อย่างยิ่ง

     ข้อมูลข้างต้น ยืนยันว่า พระพุทธศาสนา เกิดขึ้นในดินแดนทีเป็นประเทศ ไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ ซึ่งเป็น "ชมพูทวีป" ตามที่ระบุไว้ในประกาศเทวดา เมื่อครั้งสังคายนาพระไตรปิฎก ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๓๑.

หลวงปู่มั่นยืนยันว่า พระพุทธเจ้าเป็นบรรพบุรุษคนไทย

      หนังสือ "ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต" ซึ่งเขียนโดย อาจารย์ "มุตโตทัย" ศิษย์คนหนึ่ีงของหลวงปู่มั่น ได้เขียนไว้ ในคำปรารภ หน้า ๙ ว่า หลวงปู่ฯ "...จะเล่าขณะที่ข้าพเจ้า ( "มุตโตทัย") ได้ถวายการนวด หลังจาก ท่านเทศน์เสร็จแล้ว นอกจากข้าพเจ้าแล้ว ก็มีท่านอาจารย์วิริยังค์ สิรินธฺโร ท่านอาจารย์วัน อุตตโม ท่านอาจารย์หล้า เขมปตโต ท่านก็พูด(เล่า)แต่ไม่มาก แต่สองรูปที่ท่านพูด (เล่า)ให้ฟังมาก คือ ข้าพเจ้ากับท่านอาจารย์วิริยังค์...."

        เรื่องที่หลวงปู่มั่นเล่าให้อาจารย์มุตโตทัย หลายเรื่องเกิดจากอุบัติเหต เช่น เรื่อง พระพุทธเจ้าเป็นบรรพบุรุษของคนไทย ก็เกิดจากกระดาษห่อธูป ที่ผู้ผลิต เอารูปพระพุทธเจ้า มาทำเป็นเครื่องหมายการค้า ซึ่งพระอาจารย์ มุตโตทัยนำไป ถวายหลวงปู่มั่นดู ท่านก็เลยเล่าเรื่องพระพุทธเจ้าใหฟัง  "...ซึ่งเป็นการกลับ ตาลปัตร เพราะเรื่องนี้ ไม่ปรากฎในประวัติศาสตร์ และใน คัมภีร์พระพุทธศาสนา จึงทำผู้ฟังงงงวยสับสน เมื่อเรื่องมีอย่าง นี้ก็ขอให้อยู่ ในดุลยพินิจ (ขอผู้อ่าน พิจารณาเองว่าจะ เชื่อว่า พระพุทธเจ้าเป็น อินเดีย หรือเป็นบรรพบุรุษคนไทย แต่คงไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าเป็นชาวอินเดีย แล้ว อพยพก็มาเป็นบรรพบุรุษคนไทย อย่างแน่นอน -บก.)...." อาจารย์ มุโตทัยกล่าว

        มีคนสงสัยว่า หลวงปู่มั่นเคยไปอินเดียเพื่อสักการะสังเวชนียสถานทั้งสิ่ หรือไม่ ก็มีการยืนยันว่า ท่านไม่ไปเพราะไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้า ประสูติใน อินเดีย แต่ท่านเคยไปพม่า ตามที่อาจารย์มุตโตทัยบันทึกไว้ (หน้า ๖๔) ท่าน บอกว่า ที่พม่าไม่ค่อยมีผู้ปฏิบัติที่จะได้ถึงอริยมรรค "...คงมี็แต่ตาผ้าขาว ที่ท่านอยู่จำ พรรษาด้วยเท่านั้นไ้ด้มรรคที่ ๓ ซึ่งไม่เหมือนเมืองไทย (ผู้ได้อริย มรรค)มีมาไม่ขาดขาย เกิดจากการปฏิบัติบ้าง จุติจากสวรรค์มาบ้าง เพราะไทย คือ ศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ต่างประเทศที่ ไม่อยู่ในแวดวง พระพุทธศาสนา (ก็)ยิ่ง ห่างไกลออกไปเพราะอยู่นอกวงจรนอกแวดวง (คงเหมือนกับต้นไม้ เมืองหนาว นำไปปลูกในเมืองร้อน ไม่ได้-บก.)    "...หลวงปู่พูดทีเล่นทีจริงว่า พวกที่ไปสอนพระพุทธศาสนาให้ฝรั่งนั้น สอนให้เขาเป็นอะไร จะสอนจนได้ สำเร็จมรรคผลนั้นเป็นไปไม่ได้ดอก เพราะเป็นพาหิราประเทศ (พาหิรา หมายถึงภายนอกหรือนอกวง-บก.) คนไทยเราก็พอสอนได้ โอกาสได้ มรรคผลมี เพราะอยู่ใน วงศ์พระพุทธ ศาสนา มีบารมีอันเคยอบรม สั่งสมมาแล้ว ท่าหลวงปู่ว่า..." หลวงพ่อมุตโตทัยกล่าว.

 พระราชดำรัสพระนารายณ์มหาราชยืนยันชาวไทย

นับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยพระพุทธกาล

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ได้ส่งเอกอัครราชทูตพิเศษ นำโดย ฯพณฯ ม. เชอวาเลีย เดอ โชม็อง และบาดหลวงชัวชี เป็นรองเอกอัครราชทูตร พร้อมพระโปรดศีลจำนวนหนึ่ง เพื่อโน้มน้าวพระทัยให้ กษัตริย์สยามเข้ารีตนับถือศาสนาคริสเตียน ในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๒๒๘ โดยที่ฝรั่งเศสเข้าใจผิดว่า พระองค์มีความเลื่อมใสในศาสนาของพระเป็นเจ้า เพราะทึกทักเอา จากการ ที่พระองค์ทรงอนุญาตให้สร้างโรงสวดพระราชทาน และอนุญาตให้ประกาศศาสนาเป็นต้น ทั้งๆ ที่พระสังฆราชและเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ก็ทราบดีว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อคณะทูตเข้าเฝ้าและทูลขอให้พระองค์เปลี่ยนไปเข้ารีตฯ สังฆราชและเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ก็ไม่แปลตรงๆ แต่เลี่ยงแปลเป็นอย่างอื่น เมื่อ ฯพณฯ เดอโชม็องต์ ทราบก็โกรธจึงเขียนสาสน์กราบทูลแทน

เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ได้เข้าเฝ้า ณ ที่รโหฐาน และแปลพระราชสาสน์ถวาย เมื่อได้ฟังคำแปลถวายอย่างยืดยาว ได้ตรัสว่า "...การที่พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสเพื่อนรักของเรามาแนะนำการอันยาก (เปลี่ยนศาสนา)เช่นนี้ และเป็นเรื่องที่เราไม่มีความรู้เลยนั้น เป็นเรื่องที่กระทำให้เราเสียใจเป็นอันมาก แต่ขอให้พระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ตรึกตรองดูว่า การที่จะเปลี่ยนศาสนาซึ่งได้เคยนับถือต่อๆ กันมาถึง ๒๒๒๙ ปีแล้ว จะเป็นการสำคัญและ ลำบากสักเพียงไร...."

เวลาที่มีพระราชดำรัสนี้ เป็นเดือนกันยายน ๒๒๒๘ แต่ทรงตรัสว่า ชาวสยามได้นับถือพระพุทะศาสนามา ๒๒๒๙ ปี แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ประเทศสยามนับถือพระพุทธศาสนา มาตั้งแต่สมัยที่พระพุทธองค์ ทรงพระชนม์อยู่ มิใช่เพิ่งมารับนับถือพระพุทธศาสนาเมื่อมีพระปฐมเจดีย์เมื่อ พ.ศ. ๓๐๐ หรือรับพระพุทธศาสนาจากศรีลังกามาในสมัยสุโขทัย เป็นหลักฐานยืนยันว่า ประเทศสยามนับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่พระพุทธองค์ยังไม่ปรินิพพาน.

(คลิ้ก เพื่ออ่านรายละเอียด)

 

 

 

 

 

เอกสารอุรังคนิทานระบุพระพุทธองค์ยืนยันว่า พระธาตุพนมเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุหน้าอก ของพระพุทธเจ้าในอดีตทั้งสามพระองค์

นอกจากเรื่องอนาถบิณฑิกเศรษฐีแล้ว ยังมีเอกสารพระพุทธศาสนาระบุเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธองค์และบุคคล สำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับภาคคะวันออกเฉียงเหนือเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการสร้างพระอุรังคธาตุที่ภูกำพร้าหรือ กปนคีรีในจังหวัดนครพนม

อาจารย์กมลทิพย์ ประยูรทอง ได้ส่ง สรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับการเสด็จส่วนนี้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามที่ปรากฏในอุรังคนิทาน ตำนานพระธาตุพนมภาคพิศดารนี้ ระบุชัดเจนว่า พระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนาอยุ่ที่เมืองไทย และชมพูทวีปก็คือเมืองไทย ตำนานนี้พูดถึงประวัติของเมืองต่างๆอย่างละเอียด (นครพนม อุดร ร้อยเอ็ด สกลนคร) เพราะเป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปและได้พยากรณ์ไว้ โดยได้คัดมาบางตอนไวัดังนี้ 

"...เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจากที่นั้นแล้ว ก็เสด็จไปสู่เมืองหนองหารหลวง (คือหนองหาน สกลนคร - กมลทิพย์) พญาสุวรรณภิงคาร เห็นพระศาสดาเสด็จมาดังนั้น จึงทูลอาราธนานิมนต์เข้าไปฉันที่หอปราสาท ไว้รอยพระบาทในที่นั้นต่อหน้าพญาสุวรรณภิงคาร แล้วทรงทำปาฏิหาริย์ให้เป็นแก้วออกจากพระบาททั้ง 2 พระบาทละลูกโดยลำดับๆ  ซึ่งทรงทำปาฏิหาริย์ให้ออกมาอีกลูกหนึ่ง เมื่อพญาสุวรรณภิงคารทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็บังเกิดอัศจรรย์ใจยิ่งนักว่าเหตุใดหนอ แก้วจึงออกมาจากพระบาทพระศาสดาได้นี้

ในขณะนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ดูรามหาราช สถานที่นี้เป็นที่ประดิษฐานรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ แก้วจึงออกมาจากที่นี้ 3 ลูก คือ รอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันธ โกนาคมน และพระกัสสป พระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์นี้ได้เสด็จไปรับข้าวบิณฑบาตในเมืองศรีโคตบูร (คือนครพนม - กมลทิพย์) แล้วมาฉันที่ภูกำพร้า จึงเสด็จมาประดิษฐานรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี้ ส่วนแก้วลูกที่ 4 นั้นคือตถาคตนี้เอง เมื่อตถาคตได้มาไว้รอยพระบาทรวมไว้ในที่นี้และเข้าสู่นิพพานไปแล้วดังนั้น ในที่นี้จักเป็นที่ว่างเปล่า ทันใดนั้นพญาสุวรรณภิงคารจึงไหว้กราบทูลว่า เมื่อเป็นดังนั้นพระองค์จักประดิษฐานรอยพระบาทไว้ด้วยเหตุอันใด

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูรามหาราช ที่เป็นบ้านเป็นเมืองตั้งพระพุทธศาสนาอยู่นั้น แม้มีเหตุควรไว้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ไปไว้ด้วยเหตุเป็นที่หวงแหนแห่งหมู่เทวดาและพญานาคทั้งหลาย และบ้านเมืองก็จักเสื่อมสูญ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเทียรย่อมไว้ยังรอยพระบาทไกลบ้านเมือง พระพุทธศาสนาก็จักตั้งอยู่ก้ำท้ายเมืองและหัวเมือง

เมื่อพระพุทธเจ้า ได้ไว้จิตแก้ว กล่าวคือรอยพระบาทที่ท้ายเมืองทิศใต้นั้น พระพุทธศาสนาจักตั้งรุ่งเรืองในเมืองนั้นก่อน แล้วจึงย้ายห่างมาใต้ตามรอยพระบาท เมื่อไว้จิตแก้วก้ำหัวเมือง พระพุทธศาสนาก็จักตั้งในเมืองนั้น แล้วจึงย้ายห่างไปทางเหนือที่รอยพระบาทอันพระพุทธเจ้าได้ประดิษฐานไว้นั้น ก็ไป่ตั้งเป็นเมือง คนทั้งหลายจึงจักตั้งเป็นปกติ

ส่วนเมืองหนองหารหลวงนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าได้มาสุมรอยพระบาทไว้สมัยพญาองค์ใดเสวยราชสมบัติ พญาองค์นั้นได้สร้างบุญสมภารมาแล้วตั้งแสนกัลป์ทุกๆ พระองค์ ถึงเมืองหนองหารน้อย (คือหนองหานกุมภวาปี - กมลทิพย์)ก็ดุจเดียวกัน และทั้งสองเมืองนี้เมื่อตั้งก็เกิดพร้อมกัน ด้วยเหตุที่เสด็จมาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ครั้นสิ้นชั่วพญาทั้งสองเมืองนี้ เทวดาและนาคทั้งหลายที่รักษาหนองหารหลวงและหนองหารน้อย ก็จักได้ให้น้ำไหลนองเข้ามาหากัน ท่วมรอยพระบาทและบ้านเมือง คนทั้งหลายจึงได้แยกย้ายกันไปทั้งบ้านเล็กเรือนน้อยตามริมหนองนั้น จักได้ไปรับเอาจารีตประเพณีและกิจการบ้านเมืองในราชธานีใหญ่ ที่พระพุทธศาสนาทั้งรุ่งเรืองอยู่นั้น เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จเข้าสู่นิพพานไปแล้วพระอรหันต์ทั้งหลายจักได้นำเอา พระธาตุพระพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ริมแม่น้ำธนนที (แม่น้ำโขง)1 ราชธานีบ้านเมืองพระพุทธศาสนาจักรุ่งเรืองไปตามริมแม่น้ำอันนั้น เมืองฝ่ายเหนือกลับไปตั้งอยู่ฝ่ายใต้ ฝ่ายใต้กลับไปตั้งอยู่ฝ่ายเหนือ เมืองที่ตั้งอยู่ท่ามกลางนั้นประเสริฐมีอานุภาพยิ่งนัก ท้าวพญาทั้งหลายที่มีบุญ สมภารจักได้เสยราชสมบัติ บ้านเมือง อุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ครั้งสิ้นพระพุทธศาสนาแล้ว ราชธานีบ้านเมืองที่อยู่ริมแม่น้ำฝ่ายเหนือ กลับไปฝ่ายเหนือ ก็เมืองราชธานีที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จบิณฑบาต เป็นต้นว่า เมืองศรีโคตบองก็กลับมาตั้งอยู่ที่เก่า เมืองราชานีที่ตั้งอยู่ท่ามกลางนั้นก็กลับมาตั้งอยู่ริมหนองหารดังเก่า เพื่อรอท่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ครั้งนั้น ท้าวพญาทั้งหลายที่มีบุญสมภารก็บังเกิดขึ้นตามราชธานีนั้น ๆ อันนี้หากเป็นจารีตประเพณีสืบ ๆ มาแห่งแม่น้ำธนนที พระพุทธศาสนาก็จักตั้งอยู่แต่ทิศเบื้องเหนือและเบื้องใต้และทิศตะวันตกตะวันออก ไปตามริมแม่น้ำอยู่เป็นปกติ

ดูรามหาราช ตถาคตเทศนาศาสนาแลนครนิทาน ดังกล่าวมาแล้ว เหตุนั้นจึงได้ว่าไป่มีคนอยู่ในหนองหาร ถึงแม้ว่ามีคนอยู่ในริมหนองหารทั้งสองนั้น ท้าวพญาที่บุญสมภารเป็นเอกราชนั้น จักตั้งอาณานิคมในพระพุทธศาสนาอันใหญ่นั้นก็ไป่มี เท่ามีก็เป็นแต่ปัจจันตพระพุทธศาสนาตามกาลสมัยนั้นแล"

(โปรดอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.konmeungbua.com/membership/library/content.php?id=220 
http://www.heritage.thaigov.net/religion/pratat/index.htm

มติมหาเถรสมาคมดูหมิ่นบรรพบุรุษไทยหรือไม่ที่กล่าวหาว่า บรรพบุรุษไทยเขียนแบบจินตนาการว่า พระพุทธองค์เสด็จมาเมืองไทย เพื่อรับรองปูชนียสถานในท้องถิ่นของตน

โปรดอ่านและพิจารณาว่า มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๒๘/๒๕๔๖ มติที่ ๕๐๘ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ คำตอบกระทู้ที่ ๑๒๒๐ ร. ของ ส.ส. เปรมศักดิ์ เพียยุระ (ขอนแก่น) คำตอบคำถามที่ ๒ เป็นการ ดูหมิ่นบรรพบุรุษไทย หรือไม่ ที่กล่าวหาว่า  ชาวไทยโบราณ "จินตนาการ" สร้างเรื่องให้พระพุทธเจ้าเสด็จมาเมืองไทย?  (โปรดคลิ้กเพื่ออ่านจดหมายเปิดผนึกถึงมหาเถรฯ)

      

มีหลักฐานยืนยันในพงศาวดารเหนือว่า บ้านพระโมคัลลานะและพระสารีบุตรอยู่ทางเหนือของไทย

    ในพงศาวดารเหนือ ของพระเชียรปรีชา (น้อย) แสดงชัดเจนว่า ชมพูทวีปเป็นที่ตั้งของไทยและลาว และมีชื่อเมืองต่างๆ ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก รวมทั้งที่ระบุว่า เป็นบ้านเกิดของพระโมคคัลานะและพระสารีบุตร

         ในหน้า ๓๒๕ มีระบุพระโมคคัลานะกับพระสารีบุตร อยู่ทางเหนือของไทย ที่ระบุว่า  “...ชะพ่อชีพราหมณ์ทั้งหลายอยู่ในปัญจมัชคาม อันเป็นหลานแห่งนางโมคคัลลี อันเป็นพระมารดาพระโมคคัลลานะ และนางสารี เป็นมารดา พระสารีบุตร อันอยู่ในปัญจมัชคาม ก็กลายมาเป็นเมืองสวรรคโลก  พระธาตุพระสารีบุตรเจ้าบรรจุไว้ในเจดีย์พระธาตุข้างเหนือ และพระธาตุพระโมคคัลานะก็บรรจุ ไว้ในบ้านนางโมคคัลลี ทั้งสองนางก็เป็นญาติกัน...” อีกตอนหนึ่งในหน้า ๓๒๓ กล่าวว่า “พระธรรมราชา จึงตั้งนางท้าวเทวี อันเป็นหลานสาวแห่งนางโมคัลลี บุตรนายบ้านหริภุญชัย...” 

          เมื่อถึงสมัยพระร่วง ได้กล่าวถึง เรื่องเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอรุณราชกุมาร ขึ้นเป็นใหญ่ในเมือง สัชนาลัย พ.ศ. ๑๐๐๐ ปีมะโรง นพศก ในหน้า ๓๒๘  มีความว่า “...ท้าวพระยา ประเทศเมืองใดๆ จะทนทานอานุภาพพระองค์ก็หามิได้ มาถวายบังคมทั่ว สกลชมพูทวีป เพราะพระองค์ต้องต้องพระพุทธทำนาย พระพุทธเจ้า ....” ในหน้า ๓๒๙ กล่าวต่อว่า “...พระอรหันตเจ้าทั้งหลาย ๕๐๐ พระองค์ทั้งพระพทธโฆษาจารย์ มาชุมนุม ณ วัดโคกสิงคารามกลางเมืองสัชนาลัย และท้าวพระยาในชมพูทวีป คือไทยและลาว .....

         หลักฐานเดียวกันยืนยันว่า พระยากาฬวรรณดิศราชแห่ง เมืองตักกสิลา มหานคร เป็นผู้ให้พราหมณ์ทั้งหลายยกพลไปสร้างเมืองละโว้ เมื่อ พ.ศ. ๑๐๐๒  แล้วได้ให้พระยาทั้งหลายขึ้นไปถึงเมืองทวารบุรี เมืองสันตนาหะ เมืองอเส และเมืองโกสัมพี แล้วมานมัสการ ที่พระพุทธเจ้าตั้งบาตรตำบลแม่ซ้องแม้ว พระยากาฬวรรณดิศก็ถอยลงมาเมืองสวางคบุรีที่บรรจุพระรากขวัญ กับพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว ...  เป็นการแสดงว่า ตักสิลา ก็อยู่ในประเทศไทย คือ อำเภอบ้านตากในปัจจุบัน. (อ่านภาพถ่ายเอกสาร โปรดคลิก๊ก

     โดยสรุป พระเสนาบดีทั้งสององค์ ล้วนเกิด ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งในสมัยพระพุทธกาลเรียกว่า ชมพูทวีปทั้งสิ้น

ENGLISH, CLICK HERE!

ฟังเสียงบรรยายนำเป็นภาษาไทย

โปรดคลิ้กที่นี่

(จากรายการวิทยุ "พระพุทธอุบัติภูมิ" ทาง ตชด. เอ เอ็ม 576 KHz)

Nedstat Basic - Free web site statistics

 

  ชาวพุทธในประเทศไทยจำนวนมากสงสัยว่า เมื่อ  พระพุทธเจ้าประสูติในอินเดีย ทำไมจึงเกิดคำถามต่อไปนี้ขึ้นมา....

 

"เหตุใด จึงมีโบราณสถานและโบราณวัตถุเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เป็นจำนวนมาก ในประเทศไทย แต่ในอินเดียและเนปาล กลับมีไม่ถึง ๑๕๐ แห่ง?

 

"ทำไม พระเจ้าอโศกของอินเดียไม่ได้จารึกเรื่องสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ ไว้ในเสาหินอโศก ทั้งๆ ที่เป็นเหตุการณ์สำคัญมากของพระองค์ ตามที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา.....?

 

"ทำไม ปีที่ขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอโศกอินเดีย (พ.ศ.๒๖๙-๓๐๖) จึงไม่ตรงกับข้อมูลที่เกี่ยวกับพระเจ้าอโศก (พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช) ที่ระบุในพระปฐมสมโพธิกถา ซึ่งระบุว่า กระทำสังคายนาพระไตรปิฎก พ.ศ. ๒๓๕ และสิ้นพระชนม์ พ.ศ.๒๕๙ พระเจ้าอโศกอินเดีย กับพระเจ้าอโศกไทย จะเป็นคนละองค์กันหรือไม่....?

 

"ทำไม ช่วงเวลาเข้าพรรษา คือกลางเดือนแปด ถึงกลางเดือน ๑๑ ทำไมตรงกับเมืองไทยพอดี?'

 

ทำไมข้อมูลระหว่างสภาพจริงในอินเดีย และในพระไตรปิฎกจึงไม่ตรงกัน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสภาพภูมิประเทศ ประเพณี วิถีชีวิต โบราณคดี สถาปัตยกรรม ภาษา หลักฐาน/ตำนานไทย ฯลฯ ?

 

งานเขียนของพระธรรมเจดีย์ (ปาน) ที่ได้ชี้ให้เห็นประวัติศาสตร์ไทยกว่า 8,000 ปี และโยงใยกับการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของพระบรมศาสดา น่าจะชี้ประเด็นเกี่ยวกับถิ่นเกิดของพระพุทธศาสนาหรือไม่?

 

 
 

ความขัดแย้งข้อมูลเกี่ยวกับพุทธโบราณสถานและโบราณวัตถุตามที่พบเห็นในอินเดียซึ่งมีไม่เกิน 150 แห่ง แต่ในประเทศไทย ลาว เขมร พม่าฯลฯ มีเป็นพันเป็นหมื่นทั้งพระพุทธบาท พระพุทธฉาย พระพุทธรูป วัด อาราม และพุทธาวาส

ในดินแดนสุวรรณภูมิ มีเจดีย์ พุทธวิหาร พระบรมสาริกธาตุ พระพุทธบาทมากมายรวมกันเป็นหมื่นแห่ง เช่น พระเสมหธาตุ  (ภาพด้านซ้ายมือ)ซึ่งพระพุทธองค์ทรงอาเจียน ออกมาเป็นพระโลหิต ก็มีพบเห็นที่วัดเพชรพลี จังหวัดเพชรบุรี นอกจากนี้ ยังมีถ้ำพระพุทธฉาย รอยพระพุทธบาท อยู่หลายแห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ
  ในอินเดียปัจจุบัน มีโบราณสถานและโบราณวัตถุจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับที่มีในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากโบราณสถานที่อ้างว่า เป็นที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม ปรินิพพาน และอีก 2-3 แห่งที่เมืองสานจี ถ้ำอาชันตา และนาลันทาแล้ว รวมทั้งสิ้นประมาณ ๑๒๑ แห่งแล้ว ไม่มีโบราณสถานอื่น เช่น พระพุทธบาท เจดีย์ วิหาร ฯลฯ หลงเหลือให้เห็นเลย แม้แต่ที่อ้างว่า พระเจ้า อโศกมหาราชสร้างวิหาร 84,000 วิหารถวายเป็นพุทธบูชา ก็ต้องถามว่า อยู่ที่ไหนบ้าง ?
  พระประโทณ ทนานทองที่ท่านโทณพราหมณ์ใช้ตวงพระบรมสารีริกธาตุแบ่งให้มัลลกษัตริย์ (กษัตริย์มอญ) ๘ เมือง ก็อยู่ที่วัดพระประโทณ ในจังหวัดนครปฐม
  สมัยพระพุทธกาล ประเทศเขมรเป็นดินแดนที่เรียกว่า "กุรุราฐ" (แดนทราย  กุรุ=ทราย) ส่วนใหญ่ป็นแผ่นดินล้อมรอบด้วยทะเล ชายฝั่งทะเลด้านเหนืออยู่ที่ฝั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเห็นได้ชัดเจน คือเขาพระวิหาร จะเป็นเชิงเขาลึกลงไป เพราะตั้งอยู่ริมทะเล ในพงศาวดารกรุงเก่า ระบุไว้ชัดเจนตอนพระนเรศวรเสด็จไปปราบพระยาละแวก และทำพิธีปฐมกรรม สมเด็จพระนเรศวรได้เอ่ยถึงเขมรว่าเป็น "อินทปัตถ์นครแห่งกุรุรัฐ" หรือ กุรุราฐ. เดี๋ยวนี คำว่า "กุรุ" และ "อินทปัตถ์" กลายเป็นชื่อของเมืองนิวเดลฮีไปแล้ว
  จารึกวัดศรีชุมแสดงว่า ปาตาลีบุตรและแม่น้ำอโนมานทีอยู่ห่างจากสุโขทัยเพียง ๒-๓ คืน
  พระเจ้าอโศกแห่งอินเดีย (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๖๙ หลังสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๓๕ สิ้นพระชนม์ พ.ศ. ๓๐๑) เป็นคนละองค์กับพระเจ้าอโศกไทย (สิ้นพระชนม์ พ.ศ. ๒๕๙)
 

เมืองระแวกของพระเจ้าอโศก

  เสาหินพระเจ้าอโศกอินเดียไม่ได้กล่าวถึงการสังคายนาพระไตรปิฎก
  การเดินทางสู่สุวัณณภูมิของคณะสงฆ์จีน (พระถังซัมจั๋งและสมณะงี่เจง)

 

 

 ข้อเท็จจริงข้อมูลทางภูมิศาสตร์และภูมิประเทศที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและในอินเดียมีความขัดแย้ง เป็นอย่างมาก ในด้านภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ระยะทางและทิศทางระหว่างเมือง

 

สภาพภูมิประเทศ ของเนปาล และอินเดียไม่สอดคล้องกับที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกหลายประการ

  ปราสาท 3 ฤดู คือ ปราสาทฤดูร้อน ปราสาทฤดูฝน และปราสาทฤดูหนาวไม่สอดคล้องกับสภาวะในประเทศอินเดียที่อ้างว่า เป็นกบิลพัสดุซึ่งอยู่ในเขตหนาวเหนือเส้นขนานที่ ๒๔  และมี ๔ ฤดู
  ภูมิประเทศ เนปาลและอินเดียทางตะวันออกเฉียงเหนือตั้งอยู่เชิงเขาหิมาลัย อากาศในฤดูหนาวจะหนาวมาก การให้พระภิกษุห่มผ้าบางๆ เพียงชั้นเดียว โกนหัว และไม่สวมรองเท้า
  ช่วงฤดูเข้าพรรษา ตามพระวินัย ยึดตามปฏิทินจันทรคติของไทยที่กำหนให้พระภิกษุสงฆ์ อยู่ประจำพรรษา 3 เดือนในช่วงเดือนสิงหาคม-กลางเดือนตุลาคม (กลางเดือน ๘ - กลางเดือน ๑๑) ตรงกับช่วงเข้าพรรษาในเมืองไทยไม่คลาดเคลื่อนเลย
 
 

 

 

 พุทธสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ตามที่ปรากฏในประเทศไทยและประเทศอินเดียแตกต่างกันมาก ในความสวยงามและความละเอียดอ่อน

สถาปัตยกรรมที่ปรากอยู่ สิ่งปลูกสร้างและเจดีย์ต่างๆ ในประเทศไทย มีลักษณะโดดเด่นในด้านความสวยงาม ประณีต อ่อนช้อย ไม่มีใครเหมือน และยืนยงอยู่เป็นพันๆ ปี

รูปร่างวัด โบสถ์ และเจดีย์ทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในดินแดนสุวรรณภูมิ มีลักษณะ เด่น แตกต่างจากของอินเดียอย่างสิ้นเชิง สถูปที่พุทธคยา ที่อ้างว่า เป็นของพุทธ ที่จริงก็เป็นของฮินดู และมีการดัดแปลงจากเดิมมาให้เห็นในปัจจุบัน (ขวามือ)

สถูปที่พุทธคยาองค์เดิมเป็นของฮินดู ภาพนี้เป็นภาพสีน้ำเขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๕ (ค.ศ. ๑๘๑๒) ปัจจุบันชาวฮินดูก็ยังถือ กรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้อยู่ ผู้ที่อ้างว่า เจดีย์ที่พุทธคยาเป็นของพุทธคือ Dr. Francis Buchanan ได้มาสำรวจและพบเศียรพระพุทธรูปแตกหัก อยู่โดยรอบ และได้ข่าวว่า มีกษัตริย์จากพม่ามานมัสการพระเจดีย์นี้

เจดีย์ฮินดูที่มีรูปร่างอย่างนี้ มีมากมาย เช่น วิหารโสมนาฎของชาวฮินดู เป็นต้น    (โปรดคลิ๊กเพื่อดูรูป)

สถูปที่เมืองสาญจี ซึ่ง Sir Alexander Cunningham (ผู้เขียนประวัติพระพุทธศาสนาฉบับใหม่เผยแพร่ไปทั่วโลก) ขุดพบและอ้างว่า เป็นของชาวพุทธ ที่จริงก็เป็นของชาวฮินดูเพราะมีภาพปั้นชายหญิงเปลือยให้เห็นชัดเจนที่ประตูทุกทิศ ที่เมืองสาญจี Joseph Cunningham น้องชายของ Cunningham เป็นกรมการเมือง จึงได้รับเอกสิทธิ์การขุดสำรวจเพียงผู้เดียว
พุทธศิลป มีความ ละเอียดอ่อนมาก ต้องมีช่างศิลปที่มีจิตศรัทธาในการสร้างสรรค์ ผลงาน และมีนายทุน ที่มีความเลื่อมไสศรัทธา จึงสามารถ สร้างผลงาน พุทธสถาปัตยกรรม ที่ประณีต โดดเด่น
 

 

ขนบธรรมเนียมประเพณีตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก มีความขัดแย้งกับขนบธรรมเนียมประเพณีในอินเดียเป็นจำนวนมาก

 

ประเพณี ที่ถือปฏิบัติในสมัยพระพุทธกาลตามที่ปรากฎในพระไตรปิฎกกับที่เป็นจริงในเนปาลหรืออินเดีย แตกต่างกันจำนวนมากที่น่าจะเป็นข้อพิสูจน์ว่า พระพุทธเจ้าและพระภิกษุทั้งหลายไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่ ในอินเดียโบราณ อาทิ ประเพณีแต่งงาน พิธีแรกนาขวัญ พิธีเผาศพ การนำของไปโดยไม่เทินหัวของหญิงชาวพาราณสี ฯลฯ

 

      ประเพณีแต่งงาน  ในอินเดีย ฝ่ายหญิงต้องไปขอสามีให้ลูกสาว และต้องใช้สินสอดทองหมั่น จำนวนมาก จนมีคำพูดกันว่า ครอบครัวใดมีลูกชาย ก็ถือเป็นโชค ถ้ามีลูกสาวก็ถือว่าเป็นโชคร้าย บางรายก็กำจัดลูกสาว เพื่อมิให้เป็นภาระในอนาคต แต่ตามพุทธประวัติ เมื่อพระเจ้าสิริสุทโธทนะ ยังเป็นหนุ่ม พระราชบิดาคือ พระเจ้าสีหนุราชได้ให้โกญธัญพราหมณ์ พาคณะพราหมณ์ ๘ คนไปแสวงหาสตรีที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และได้พบพระนางศิริมหามายา พระชนมายุ ๑๖ พรรษา พระราชธิดาพระเจ้าชนาธิปราชแห่งกรุงเทวทหะ ซึ่งมีพระสิริโฉมสวยงาม ขนาดผู้ชายมอง หากเกิดจิตปฏิพัทธ์ ก็จะสิ้นสติสมปดี อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ไปสู่ขอนางสุชาดา น้องสาวนางวิสาขามาเป็นภรรยาของบุตรชายคนเดียวของท่าน เมื่อพบแล้วท่านโกญธัญพราหม์ก็นำความมา กราบทูลให้ ้พระสีหนุราชทรงทราบ พระองค์จึงได้แต่เครื่องบรรณาการจากกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อเดินทางไปสู่ขอพระนาง ศิริมหามายา ณ กรุงเทวทหะและตั้งไพร่พล ณ อุทธยานดงรัง (พระธาตุศรีสองรักษ์ในปัจจุบัน)  หลังจากตั้งพระครรถ์ครบ ๑๐ เดือน พระนางก็ได้ เสด็จมาประสูตพระพุทธเจ้าที่นี่  แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายชายไปสู่ขอฝ่ายหญิงซึ่งเป็นประเพณีของพวกเราในดินแดนสุวรรณภูมิ

 

      พิธีแรกนาขวัญ เป็นประเพณี ที่เป็นลักษณะเด่นของดินแดนสุวรรณภูมิ ที่ถือปฏิบัติกันในไทย ลาว พม่า และมอญ ในพิธีแรกนาขวัญ พระมหากษัตริย์จะเป็นผู้นำทำพิธีแรกนา ก่อนที่ไพร่ฟ้า จะลงมือทำไร่ไถนาจริงๆ พิธีแรกนาขวัญนี้ไม่ปรากฏว่า เป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันในอินเดียหรือเนปาล ในพระพุทธประวัติ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จตามพระราชบิดาไปทำพิธีแรกนาขวัญ และพระองค์เสด็จ ไปนั่งสมาธิที่ใต้ต้นหว้า (ต้นหว้าชมพู) เวลาผ่านไปถึงห้าโมงเย็นแล้ว เงาต้นหว้าก็ไม่ทอดไปตามแสงตะวัน แต่ยังคงปกคลุมเจ้าชายสิทธัตถอยู่ตลอดเวลา ไม่ทอดยาวตามแสงอาทิตย์ที่กำลังอัสดง

 

      ข้าวเหนียวมีในพระไตรปิฎก: มีการทำนาข้าวเหนียวในเมืองโกสัมพี และเมืองสาวัตถี  พระพุทธองค์และพระภิกษุในสมัยพระพุทธกาลเสวยและฉันข้าวเหนียว ทีหลักฐานปรากฏในพระไตรปิฎกหลายแห่ง กล่าวคือ  อรรถกถาวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ทุติยภาค วินัยปิฎกเล่มที่ 2 มหาวิภังค์ ทุติยภาค และวินัยปิฎกเล่มที่ 3 ภิกขุนีวิภังค์

 

      การนำของไปโดยการเทินไว้บนศีรษะ ไม่ใช่วิธีการที่สตรีในดินแดนสุวรรณภูมิใช้ในสภาวะปรกติในการนำสิ่งของเครื่องใช้ เช่น ตะกร้า กล่อง กระบุง ถังน้ำ ฯลฯ ยกเว้นในกรณีพิเศษ เช่น อุ้มไปไม่ไหว ก็อาจจะวางบนหัวบ้าง เมื่อหายเมื่อยแขนแล้ว ก็เอามาอุ้ม สะพาย ฯลฯ เหมือนเดิม หรือใช้ในกรณีที่ไม่ต้องการให้ใครเห็นสิ่งที่ตนนำไป ตรงกับประเพณีการนำของไปของชาวเมืองพาราณสี (โปรดอ่านเรื่องของ ธิดาเศรษฐี มารดาของชฎิลดาบส)

 

      ประเพณีถือวรรณะ ระหว่างพุทธกับฮินดูไม่เหมือนกัน ฮินดูจัดเรียง พราหมณ์ กษัตริย์ แพทย์ และศูทร ส่วนพุทธ เรียง  กษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ และศูทร  ฮินดูถือว่า ศูทรกับจันฑาลต่ำสุด แตะต้องไม่ได้  ส่วนในพุทธศาสนาไม่ได้ห้าม  แพทย์หมายถึง พ่อค่า นักธุรกิจ ศูทรหมายถึง กรรมกร คนงาน ส่วนพุทธไม่มีได้หมายถึงวรรณะที่ต่ำต้อยแตะต้องไม่ได้ หลังจากพระเจ้าอโศกประหารพี่น้องร่วมบิดา ๙๙ คน มีน้องสะใภ้คนหนึ่งครรภ์แก่หนีออกจากเมืองไปคลอดบุตรที่ใต้ต้นมะเดื่อ ได้ชื่อว่า นิโครธ มีจัณฑาลคนหนึ่งมาดูแลรับเลี้ยงนางอย่างน้องสาว เมือเด็กอายุ ๗ ขวบ ได้บวชเป็นสามเณรนิโครธ และเป็นผู้เปลี่ยนพระเจ้าอโศกมานับถือพระพุทธศาสนา แสดงว่า ไม่มีการเดียดฉันท์เรื่องวรรณะชมพูทวีป ดังนั้นเรื่องจึงไม่ได้เกิดในอินเดียอย่างแน่นอน

 

     ระเพณีเผาศพแบบอินเดียกับแบบพุทธ ชาวไทย ลาว เขมร ทำพิธีเผาศพให้ไหม้จนเหลือแต่กระดูก แล้วเก็บกระดูกไว้บูชาส่วนหนึ่ง ฝังไว้ที่วัดส่วนหนึ่ง ตรงตามเรื่องราวที่ปรากฏในพระไตรปิฎก... แต่ที่อินเดีย จะนำศพไปเผาให้ไหม้แต่ไม่หมดแล้วปล่อยศพลอยแม่น้า

  หตุการณ์ตอนเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จตามพระราชบิดาไปบำเพ็ญพระราชพิธีแรกนาขวัญ พระกุมารสิทธัตถะทรงนั่งสมาธิที่ใต้ต้นหว้าชมพูและเข้าสู่ปฐมฌาณในสขณะที่พระราชบิดาทรงกระทำพิธีฯ
  ปฐมสมโพธิกถา ตอนพิธีอภิเษกสมรสระหว่างพระเจ้าสิริสุทโธทนะกับพระนางสิริมหามายา
  ชมพูทวีปอยู่ในเมืองไทย ดังปรากฏในหลักฐานประกาศสังคายนาในสมัยรัชกาลที่ ๑  ในพ.ศ.๒๓๓๑

ENGLISH, CLICK HERE!

ฟังเสียงบรรยายนำเป็นภาษาไทย

โปรดคลิ้กที่นี่

(จากรายการวิทยุ "พระพุทธอุบัติภูมิ" ทาง ตชด. เอ เอ็ม 576 KHz)

Nedstat Basic - Free web site statistics

 Free Hit Counter

Webmaster: chaiyong@irmico.com

Updated: May 19,2007

 

 
 
 
 

 

 

มีข้อมูลใหม่และข้อสังเกตเพิ่มเติมหลายประการเพื่อชี้ให้เห็นว่า หากมีการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง จะพบข้อมูลดังที่ยกตัวอย่างข้างต้นอยู่เป็นจำนวนมาก หากท่านมีข้อมูลใหม่ ทำนองนี้ โปรดส่งมาที่ Web Board ด้วย

 

หากพระภิกษุอยู่ในเนปาล ซึ่งอยู่เชิงเขาหิมาลัย อากาศคงหนาวมาก พระภิกษุจะดำรงอัตภาพอยู่ได้อย่างไรโดย ครองจีวรบางๆ ไม่กี่ชิ้น และไม่สวมรองเท้า ยิ่งในช่วงสองพันปีมาแล้วคงหนาวเยือกเย็นกว่า ปัจจุบันเป็นอย่างมาก

  ไม่มีการเอ่ยถึงหิมะ ในความหมายของ snow ในพระไตรปิฎก แต่ใช้เฉพาะหิมะในความหมายของ ความเย็น หิมพานต์ มาจาก หิมะ (เย็น) + วนต (มี)=มีความเย็น ส่วนใหญ่ เข้าใจว่า เป็นน้ำค้าง ป่าหิมพานต์ คือ ป่าน้ำค้าง เพราะไม่เย็น ก็จะไม่มีน้ำค้าง จึงหมายถึง ป่าดงดิบทางเหนือ หรืออิสาน ปัจจุบัน ก็ยังมีหมอกเป็นน้ำค้างฝอยเม็ดโตๆ พรั่งรูลงมาให้เห็นกันอยู่เสมอ ป่าหิมพานต์จึงหมายถึง ป่าบริเวณภูพาน เขาใหญ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เลย และภาคเหนือ
  ฤาษีที่ห่มหนังเสือ ไม่ปรากฏในอินเดีย พบเห็นแต่ในเมืองไทย เพราะอากาศเมืองไทย เอื้ที่จะให้ฤาษี ห่มหนังเสือได้ ในพงศาวดารพระนเรศวร กับ พระเอกาทศรถ เคยยกกองทัพผ่านวัด "ฤษีซุม" (วัดที่มีฤาษีมาก)แสดงว่า ในเมืองไทยมีฤษีมากมาย
  หน่วยวัดระยะทาง ในพระไตรปิฎกใช้หน่วยวัด เป็น โยชน์ เส้น งาน วา ศอก คืบ ตรงกับที่ใช้ในดินแดนสุวรรณภูมิโดยเฉพาะในประเทศไทย ส่วนในอินเดียไม่ได้ใช้หน่วยวัดระยะทางตามที่กำหนดไว้ในพระไตรปิฎก ในสมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา บรรพบุรุษของไทยใช้หน่วยวัดนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น ระยะทางที่พระเจ้าปราสาททองเสด็จจากวังหลวงไปยังพระตำหนักพักร้อนซึ่งอยู่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะอยุธยาโดยทางชลมารค มีระยะทาง ๓๙๐ เส้น (เกือบ ๑๖ กิโลเมตร) จากที่ประทับพักร้อนไปถึงตำหนักท่าเรือฝั่งตะวันออกของคือพระตำหนักเจ้าสนุกห่างออกไป ๖๖๐ เส้น (ประมาณ ๒๔ กิโลเมตร) ในเขตสระบุรีปัจจุบัน แล้วจึงเสด็จไปประทับที่ตำหนักธารเกษม(ธารทองแดง) ซึ่งอยู่เชิงเขาพระพุทธบาท เป็นต้น
   ประกาศเทวดาครั้งสังคายนา รัชกาลที่ ระบุไว้หลายแห่งว่า ชมพูทวีป คือ กรุงสัมมาทิฐิ ได้แก่ เมืองไทย ลาว เขมร พม่า มอญ
   พงศาวดารกรุงเก่าฉบับราชบัณฑิต ร.ศ. ๑๓๓ บรรยายลักษณะภูมิประเทศสำหรับการรบทางเรือ เช่น พระนเรศวรเสด็จทางชลมารค จากอยุธยาถึงกาญจนบุรี ใช้เวลา ๕ วัน และระบุว่า สุวรรณภูมิ คือ ชมพูทวีป
 
 

 

 วิถีชีวิตของคนในสมัยพุทธกาลสอดคล้องกับความเป็นอยู่ของคนไทย ลาว ฯลฯ แต่ในอินเดียแตกต่างกันออกไป และขัดแย้งข้อมูลเกี่ยวกับวิถีชีวิตในสมัยพระพุทธกาล

  วิถีชีวิตของบรรดาพระภิกษุ พระภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และชาวบ้านชาวเมือง ดังที่ปรากฏใน พระไตรปิฎกกับ กับวิถีชีวิตชาวอินเดียและเนปาลในปัจจุบัน มีหลายอย่างที่ขัดแย้งกัน อาทิ ความใจกว้าง ความใจบุญ อาหารการกิน พืชพันธุ์ธัญญาหาร เป็นต้น 
  นิสัยใจคอของชาวอินเดียในสายตาคนไทย ในกลุ่มคนไทยเป็นที่รู้กันเมื่อถามว่า  เห็นแขกและงู คนไทยจะ ตีอะไรก่อน คำตอบก็ก็คงทราบกันดีแล้ว  ดังนั้น เมื่ออ่านพบเรื่อง เศรษฐีใจบุญ ที่ตั้ง โรงทานแจกทาน คนยากจน สร้างมหาวิหารถวายพระพุทธองค์ ปรากฏในพระไตรปิฎก เช่น อนาถปิณฑิก(มหาอุบาสก) เศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี (ตำบลสาวะถี ขอนแก่น)  หรือ เศรษฐีธนัญชัยบิดาของนางวิสาขามหาอุบาสิก ที่พระเจ้าพิมพิสารทรงอนุญาตให้อพยพมาอยู่แคว้นโกศลตามคำขอของพระราชาปทีปเสนธิโกศล  และได้มาสร้างเมืองสาเกต(ร้อยเอ็ด)  ฯลฯ ก็แสดงว่า ท่านเหล่านั้น อยู่ในดินแดนสุวรรณภูมินี่เอง 
  คำว่า "ในบ้าน"  ดังปรากฎอยู่ในเรื่องราวต่างๆ ในพระไตรปิฎก หมายถึง "ในหมู่บ้าน" เป็นคำที่ชาวอิสาน ใช้กันแม้ในปัจจุบันนี้ เช่น "แม่ใหญ่จะเข้าไปในบ้าน เพื่อซื้อหมากพลู...."  อยากทราบว่า อินเดียใช้ คำว่า "ในบ้าน" ในความหมายอย่างนี้หรือไม่ ใครทราบช่วยบอกด้วย
  ข้าวที่บริโภคในสมัยพระพุทธกาล สิ่งที่พระภิกษุไทยแปลกใจมาก ก็คือ พระพุทธองค์ เสวยข้าวเหนียว ดังปรากฏในโภชนปฏิยุกต์ ๕ ข้อ คือ ภิกษุพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่นัก....เราจักทำคำข้าวให้กลมกล่อม...เราจักไม่โยนข้าวลงในปาก...เราจักไม่ฉันข้าว กัดคำข้าว...เราจักไม่สลัดเม็ดข้าวลงในบาตร (ข้าวเหนียวเมื่อโดนนำจะร่วนติดมือ)...เราจักไม่เอก้อนข้าวกลบแกลงด้วยหวังจะได้มาก...ทั้งนี้ รวมทั้งข้าวปธุปายาส (ข้าวทิพ) และข้าวยาคู ก็ทำจากข้าวเหนียว โปรดอ่าน "พระพุทธองค์และพระภิกษุสมัยพระพุทธกาลเสวยข้าวเหนียว"
  ในประเทศไทย ลาว เขมร พม่าและมอญ การดำเนินชีวิตกลมกลืนกับเรื่องราวในพระไตรปิฎก คนถิ่นนี้ โดยเฉพาะคนไทย-ลาว จึงอ่านเรื่องราวในชาดก หรือพระสูตรได้ อย่างเข้าใจ เพราะไม่มีอะไรขัดแย้งกับที่เคยพบเห็นในอดีตหรือปัจจุบันจนเคยชิน
  พืชพันธุ์ธัญญาหาร มากกว่า ๒๖๔ ชนิด ที่ได้กล่าวถึงในพระไตรปิฎกเป็นพืชท้องถิ่นของสุวรรณภูมิ อาทิ
        "หญ้ากับแก้" หญ้าชนิดหนึ่ง ที่พระพุทธองค์เสวยแทนอาหาร เมื่อครั้งแสวงหาสัจธรรม (หญ้ากับแก้ เป็นภาษาอีสาน ภาษากลางคือ หญ้าตุ๊กแก) หลังจากที่ทรงอดพระยาหาร จนผมหนังติดกระดูก พระองค์จึงเริ่มเสวยดูดน้ำจากหญ้ากับแก้นี้ก่อน หลังจากนั้นก็เสวยผลกะเบา แล้วจึงเสวยพระกระยาหารปรกติ
        "ลูกกะเบา" ก็เป็นพืชที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียง เหนือ ลูกกะเบาใช้รักษาโรคเรื้อนได้
        "เล็บเหยี่ยว" (ลูกเล็บแมวของอิสาน) พระพุทธองค์อนุญาตให้นำมาทำเป็นน้ำปานะได้
        "ชมพู"  คือลูกหว้าชมพู ซึ่งเป็นลูกหว้าขนาดใหญ่ มีสีและขนาดเหมือนลูกเชอรี่ ประเทศอินเดียมีลูกหว้าขนาดใหญ่กว่าหว้าชมพู แต่ชาวอินเดียไม่ได้ใช้คำว่า "ชมพู" เป็นชื่อเรียกลูกหว้าชนิดนั้น ชมพูทวีป จึงหมายถึง ดินแดนแห่งต้นหว้า
  ปลาน้ำจืดในแม่น้ำตงคา เป็นปลาที่อยู่ในประเทศไทย-ลาว (โดยคุณเอกอิสโร)
  ข้าวเหนียวมาในพระไตรปิฎก:ทำนาข้าวเหนียวในเมืองโกสัมพี และเมืองสาวัตถี  พระพุทธองค์และพระภิกษุในสมัยพระพุทธกาลเสวยและฉันข้าวเหนียว ทีหลักฐานปรากฏในพระไตรปิฎกหลายแห่ง กล่าวคือ  อรรถกถาวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ทุติยภาค วินัยปิฎกเล่มที่ 2 มหาวิภังค์ ทุติยภาค และวินัยปิฎกเล่มที่ 3 ภิกขุนีวิภังค์ (โดย อาตม ศิโรศิริ)
  ข้าวทิพ ชาวไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่า "ข้าวทิพ" หมายถึง "ข้าวทิพย์" หรือข้าวเทวดา และมีน้อยคนที่เข้าใจความหมายและที่มา ของข้าวทิพ ซึ่งเกิดข้าวบรรจุห่อครั้งแรกเกิดในสมัยพระเจ้าตะวันอธิราชแห่งราช
   
   
 

 

ในประเทศไทยมีนิทานและตำนานที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอยู่มาก แต่นักประวัติศาสตร์ตามความเชื่อฝรั่งไม่ยอมรับให้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ จึงทำเกิดความขัดแย้งข้อมูลเกี่ยวกับตำนานและพงศาวดารที่ปรากฏในอินเดียและในเมืองไทย

  ตำนาน แม้ว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับว่า เป็นเอกสารที่อ้างอิงได้ของนักประวัติศาสตร์ที่ยึดแนวตะวันตก แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ตำนานส่วนใหญ่เป็น "มุขปาฐะ" หรือ "Oral Tradition" ที่บรรพบุรุษได้เล่าเรียงต่อกันมา แม้จะมีการแต่งเติมบ้าง ก็เชื่อว่า แก่นของเรื่องยังมีให้เห็นพอที่เราจะใช้สืบสาวเรื่องราวหาหลักฐานทางรูปธรรมมาสนับสนุนได้
  ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพงศาวดารเหนือและใบจารลาว/อิสาน ได้อ้างอิงหลักฐานการเกิดพระธาตุและ เจดีย์ต่างๆ ไว้มากมาย
       ในพงศาวดารเหนือ เรื่องราวที่พบมากที่สุดเกี่ยวโยงกับพุทธประวัติ และการเกิดขึ้นของเมืองต่างๆ    เช่น โยนกเชียงแสน และการที่พระพุทธองค์ พร้อมกับ พระยาอโศก(คนละองค์กับพระเจ้าอโศกมหาราช)  กับพระอานนท์ หรือพระเถระองค์อื่นเสด็จไป ณ ที่ต่างๆ ได้ประทาน พระเกศาให้เจ้าเมือง หรือชาวบ้านเก็บไว้บูชาพร้อมกับพยากรณ์ว่า ที่แห่งนั้นในอนาคต จะเกิดอะไรขั้น มีใครมาครอง แล้วจะเป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุเจดีย์ หรือวิหารชื่ออะไร ดังปราก ในตำนานพระเจดีย์แต่ละแห่ง
 

     ส่วนในใบลานจารของลาว ก็มีการเอ่ยชื่อ เมืองที่ปรากฏในพระไตรปิฏก เช่น เมืองคันธาง เมืองสาเกต(ร้อยเอ็ด) เมืองปาวาย (เมืองโบราณริมแม่น้ำปาว) และกรุงกบิลพัสดุ์

 

    หลังจากตั้งเมืองใหม่ตามคำแนะนำของฤษีกบิลซึ่งเป็นพระชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้า ได้มีกษัตริย์ปกครอง ๘๔,๐๐๐ องค์ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นนครพิชัยเชตดรในสมัยพระเวชสันดร หลังจากมีกษัตริย์ปกครอง ๑๖๓,๐๐๐ องค์ก็เปลี่ยนกลับมาเป็นกรุง กบิลพัสดุ์อีก ซี่งก็คือจังหวัดอุดรในปัจจุบัน

        ชาวลาวและชาวอิสานเชื่อกันต่อเนื่องกันมาว่า พวกเขาสืบเชื้อสายมาจากพระเวสสันดร ดังจะเห็นได้จากการฉลองงาน "บุญผะเหวด" ยิ่งใหญ่กว่าทุกภาค  

 

พิธีแห่ผีตาโขนที่จังหวัดเลย

      หลักฐานอีกประการหนึ่งที่ยืนยันว่า พระเวสสันดรและพระนางมัทรีอุบัติขึ้นในอุดร (กรุงกบัลพัสดุ์และกรุงสัญชัย หรือพิชัยเชตุดร) และอำเภอด่านซ้าย (กรุงเทวทหะ) ในจังหวัดเลยก็คือพิธีแห่ "ผีตาโขน" จากหนังสือ "กินนรี" ของการบินไทย หน้า ๔๑ เขียนว่า ผีตาโขน ...มาจาก "ผีตามคน" ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อพระเจ้ากรุงสัญชัยกับพระนางผุสดีไปเชิญพระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับเมือง ขบวนแห่เข้าเมืองมีคนป่า ผีและเทวดาที่เคยปรนนิบัติและเคารพรักพระเวสสันดรร่วมขบวนมาส่งด้วย ต่อมาก็เพี้ยนเป็น ผีตาขน และ ผีตาโขนในที่สุด..

      สถานที่พระเวสสันดรบำเพ็ญเพียรขณะที่ชูชกมาขอชาลีกัญหา คือ กัปนคีรีหรือภูกำพร้า ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพระธาตุพนม สระบัวที่ชาลีพาน้องกัญหาเดินถอยหลังไปหลบอยู่ใต้ใบบัวก็คือบ่อนำศักดิ์สิทธิ์ที่บริเวณพระธาตุพนม ส่วนถ้ำที่พระเวสสันดร บำเพ็ยพรต ก็คือ "ถ้ำผะเหวด" ซึ่งมีอยู่เท่าทุกวันนี้

อ่านข้อเขียนหรือบทความพิเศษ  

 

 

 นักวิชาการปัจจุบันอ้างว่าภาษามคธหรือภาษาบาลี มาจากอินเดีย แต่การศึกษาวิจัยพบว่า แคว้นมคธและภาษาบาลีอยู่ในประเศไทย จากหลักฐานใบลานจาร ความสัมพันธฺระหว่างภาษาบาลีกับภาษาไทย และบันทึกของราชทูตฝรั่งเศสในสมัยพระนารายณ์มหาราช

 

ภาษามคธ เป็นภาษาของชนชาติไทยโบราณ เนื่องจากเป็นภาษาที่บันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงเรียกว่า บาลี ซึ่งแปลว่า คำสอน ภาษามคธจึงนิยมเรียกว่า ภาษาบาลี ผู้ที่ประกาศว่า ภาษาบาลีและอักษรไทยมาจากอินเดีย ใน พ.ศ. ๒๔๑๓ คือ คุณหมอบลัดเลย์ ผู้ร่วมก่อตั้งโรงพยาบาลศิริราช  และผู้ก่อตั้งโรงเรียนอรุณประดิษฐ์ จังหวัดเพชรบุรี และเป็นผู้ตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกในประเทศสยาม

 

 ภาษามคธ มีอักษรที่ใช้จารึก เรียกว่า อักษรธรรม ซึ่งออกแบบให้เขียนตามหลักไวยากรณ์ และหลักการสังโยคภาษาบาลี เช่น ตำแหน่งพยัญชนะและสระจม สระลอย ใบลานส่วนใหญ่ที่พบเห็นที่ ภาคอิสานหรือภาคเหนือ ล้วนเป็นพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาหรือเกี่ยวเนื่องกันทั้งนั้น หากภาษาบาลีไม่ใช่ภาษาของชาวเหนือ     และอิสานแล้ว เหตุใดการประดิษฐ์อักษร จึงสอดคล้องความต้องการใช้ในภาษาบาลี

 

ภาษาเขียนมีมาก่อนที่พระพุทธองค์จะเผยแผ่พระพุทธศาสนา ดังนั้นภาษาธรรมที่ใช้บันทึกคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งมีหลักฐานว่า มีภาษาเขียนแล้ว เพราะพระพุทธองค์ทรงตรัสถามว่า “มาแล้วหรือ พระใบลานเปล่า” เมื่อพระโปฎิละซึ่งเป็นผู้รอบรู้พระไตรปิฎกเข้าเฝ้าฯ เมื่อพระโปฏิละทูลลากลับ ก็ตรัสถามว่า "ไปแล้วหรือ พระใบลานเปล่า” ในกาลามาสูตรก็มีข้อที่ไม่ให้เชื่อตำราคือ“มา ปิฎก..."

 

ชื่อเมือง แม่น้ำ ป่า คน ฯลฯ ในสุวรรณภูมิส่วนมากใช้ภาษาบาลี เช่นแม่น้ำกุกกนที (แม่น้ำกก) แม่น้ำ ขรนที หรือ แม่น้ำธนนที (แม่น้ำโขง) ธนมูลนที (แม่น้ำมูล) ชีวายนที (แม่น้ำชี) ลัมภคารีวัลย์ (ลำปางหลวง) ฯลฯ จึงมั่นใจว่า ภาษามคธหรือภาษาบาลี เป็นภาษาดั้งเดิมที่ชาวไทยลาวใช้ในแดนสุวรรณภูมิ ดังนั้นแคว้นมคธ จึงน่าจะอยู่ในแดนสุวรรณภูมิมากกว่าอยู่ในอินเดีย

 

 แม้แต่คำว่า “ของลับ” ที่ใช้กันในภาษาไทยและลาว ก็เป็นภาษาบาลี คือ “คุยห” ที่มีการแผลงสระอุ เป็น ว (ภาษากลาง) หรือ ตัดไปเลย (ภาษาอิสาน) ส่วน “” เสียงหายไป  คำที่ใช้กันทั่วไปก็ไม่น่าเชื่อว่า เป็นภาษาบาลี คือ ขะมักขะเม้น รีบ (รีปโคจร) ฆ่า (ฆาต) ตน ฯลฯ แม้แต่คำว่า "อิสาน" ก็เป็นภาษาบาลี แปลว่า ตะวันออกเฉียงเหนือ แม้แต่ของผู้หญิงก็เป็นภาษาบาลี คือคำว่า "หีนะ" ที่แปลว่า ต่ำ เป็นหากภาษาบาลีมาจากอินเดีย เป็นไปได้อย่างไรที่ชาวไทยจะไม่มีคำเรียกอวัยวะเพศต้องรอไปยืมคำแขกมาใช้ แม้แต่คำว่า "รส" (เปรี้ยว เค็ม หวาน ฯลฯ) เราก็ใช้คำภาษาบาลี และไม่มีคำที่ใช้เป็นของเราเอง

 

หลักฐานเอกสารหนึ่งที่แสดงว่า ภาษาบาลีเกิดขึ้นในดินแดนไทย คือ หนังสือ O. von Hinuber. Seleced Papers on Pali Studies. Oxford: The Pali Text Society,1994, ที่มีเนี้อหาบางตอนได้กล่าวถึง คำว่า "บาลี" ว่า ชาวตะวันตกได้รู้จักคำว่า "บาลี" หรือ "ภาษาบาลี" เป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 โดย M. Simon de la Loubere ซึ่งเป็นเอกอัครราชฑูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งราชอาณาจักรฝรั่งเศส ได้ถูกส่งมาประจำที่ไทย ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ ค.ศ.1687 (พ.ศ. 2230) โดยกล่าวว่า บาลีเป็นภาษาที่คณะสงฆ์ได้ใช้กันอย่างแพร่หลาย หลักฐานนี้สนับสนุนว่า ภาษาบาลีเกิดในประเทศไทย และแสดงให้เห็นว่า ชาวตะวันตกได้รู้จักภาษาบาลีครั้งแรกจากประเทศไทย

 

จึงน่าสงสัยว่า ทำไมฝรั่งไม่ได้รู้จักชื่อภาษา "บาลี"นี้จากที่อื่น ทั้งๆ ที่ในสมัยนั้นฝรั่งตะวันตกจากประเทศต่าง ๆ ได้ออกไปล่าอาณานิคมในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศรีลังกาและอินเดีย ฯลฯ แต่ก็ไม่มีการกล่าวถึงภาษาบาลีเลย มีที่กล่าวถึงก็เฉพาะภาษาสันสกฤต

 

ภาษาบาลีมีผู้ใช้มากที่สุดในประเทศไทย มีพระสงฆ์และประชาชนที่สามารถอ่านและเขียนภาษาบาลี มีจำนวนมากที่สุดในโลก ไม่ใช่ชาวอินเดียอย่างที่เข้าในกัน

 

ว่าด้วยนกมัยหกะ (นกเขาคู)ที่ร้อง จุกๆ กู ที่มาของ "ของกูๆ" สอดคล้องกับเสียงในภาษาไทย คือ กู  แสดงว่า ชาวเมืองสาวัตถีมีคำศัพท์ว่า “ กู ” ที่มีความหมายว่า    “ เรา – ข้าฯ  ( I ) (โดย คุณอาตม ศิโรศิริ)

 

ภาษาเขียนมีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธกาล การสังคายนาพระไตรปิฎกจารึกโดยใช้อักษรธรรม (โดย คุณอาตม ศิโรศิริ)

  ภาษาไทยพัฒนามาจากภาษาอินเดียจริงหรือ? จาก "พุทธอุบัติภูมิอยู่ที่เมืองไทย.ชมพูทวีปก็อยู่ที่ประเทศไทย" โดย คุณเอกอิสโร วรุณศรี
 

พระไตรปิฎกที่จารึกลงบนกระเบื้องจารที่คูบัว จารึกไว้โดยพระปุณเถระเมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาเมืองทอง ในสมัยพระเจ้าทับไทยทอง

 

แผนที่แสดงเมืองในสมัยพระพุทธกาล (ยังอยู่ระหว่างการวิจัยระบุจุดที่แท้จริง) Map showing places in Time of Lord Buddha (Please click)

     
[เหตุแห่งความสงสัย] [ พุทธโบราณสถาน][ ภูมิศาสตร์][ พุทธสถาปัตยกรรม][วิถีชีวิตในสมัยพุทธกาล][ ภาษาสมัยพุทธกาล] [ขนบธรรมเนียมประเพณี][ ตำนาน/งศาวดาร][ข้อสังเกตเพิ่มเติม] <<<[หน้าบ้าน]
Copyright © Buddha Birthplace Club, Bangkok, Thailand 2000-2006